หมวดหมู่: ครอบแก้ว

  • ฝังเข็มรักษาออฟฟิศซินโดรม

    ฝังเข็มรักษาออฟฟิศซินโดรม

    คอร์ส ฝังเข็ม ครอบแก้ว รักษาออฟฟิศซินโดรม 10 ครั้ง 7,990 บาท

     รักษาตรงจุด โดยแพทย์แผนจีนผู้เชี่ยวชาญ ประสบการณ์มากกว่า 5 ปี

     มือหนึ่งในโคราช ดูแลคนไข้มาแล้วมากกว่า 10,000 เคส

    ปรึกษาแพทย์ได้แล้ววันนี้ ที่ตงเป่ยคลินิก จอหอ โคราช

    อาการปวดที่กวนใจ อย่าปล่อยไว้นาน เดี๋ยวจะเป็นเรื้อรัง รักษายาก

    สามารถปรึกษาคุณหมอก่อนได้ทาง  Line หรือ โทรศัพท์พูดคุย

    ไม่ว่ามีอาการปวดตรงไหน คุณหมอดูแลได้ หายปวดทันที

    ปวดคอ ปวดท้ายทอย ปวดบ่า ปวดไหล่

    ปวดหัว ปวดศีรษะไมเกรน ปวดร้าวกระบอกตา

    ปวดสะบัก ปวดศอก ปวดข้อมือ มือชา

    ปวดหลัง ปวดเอว ปวดเข่า รองช้ำ

    คุณหมอรักษาได้

    คอร์ส ฝังเข็ม ครอบแก้ว Office syndrome 10 ครั้ง

    ราคา 7,990 บาท

    ตับจบ เรื่องอาการปวดออฟฟิศซินโดรม

    ศึกษารายละเอียด และดู รีวิว แน่นๆ ของคุณหมอด้านล่างนี้

    หากสนใจ กดปุ่ม เพิ่มเพื่อนทางไลน์

    แล้วพิมพ์ “ออฟฟิศซินโดรม”

    เพื่อรับส่วนลดพิเศษ 1,000 บาท ก่อนสิ้นเดือนนี้เท่านั้น

  • ปัญจธาตุ สร้างอารมณ์เพื่อรักษาอารมณ์ขั้วตรงข้าม

    ปัญจธาตุ สร้างอารมณ์เพื่อรักษาอารมณ์ขั้วตรงข้าม

    การรักษาโรคที่เกี่ยวเนื่องกับอารมณ์ของปัญจธาตุ

    ในทางการแพทย์แผนจีน อารมณ์เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการกำหนดความสมดุลของสุขภาพได้ เนื่องจากอารมณ์นั้นสามารถส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายในของร่างกาย

    อารมณ์จะมีความสัมพันธ์กับอวัยวะภายในตามหลักปัญจธาตุ ดังนี้

    🔸 ไม้ สังกัดที่ เส้นลมปราณตับ เกี่ยวข้องกับ อารมณ์โกรธ

    🔸 ไฟ สังกัดที่ เส้นลมปราณหัวใจ เกี่ยวข้องกับ อารมณ์ดีใจ

    🔸 ดิน สังกัดที่ เส้นลมปราณม้าม เกี่ยวข้องกับ อารมณ์กังวลครุ่นคิด

    🔸 โลหะ สังกัดที่ เส้นลมปราณปอด เกี่ยวข้องกับ อารมณ์เศร้าโศก

    🔸 น้ำ สังกัดที่ เส้นลมปราณไต เกี่ยวข้องกับ อารมณ์กลัว

    ซึ่งถ้าเกิดอารมณ์ใดที่มากเกิดไปก็จะส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่าง ๆ เช่น  โกรธมากไป กระทบ ตับ

    🟩 ดีใจมากไป กระทบ หัวใจ

    🟩 กังวลครุ่นคิดมากไป กระทบ ม้าม

    🟩 เศร้าโศกมากไป กระทบ ปอด

    🟩 กลัวมากไป กระทบ ไต

    ในทางการแพทย์แผนจีน สามารถรักษาโรคโดยใช้อารมณ์ของปัญจธาตุได้ดังนี้

    🔹 พูดให้รู้สึกเศร้า = ใช้ความเศร้าโศก  รักษา ความโกรธ

    🔹 พูดให้รู้สึกดีใจ = ใช้ความดีใจ รักษา ความเศร้าโศก

    🔹 พูดให้รู้สึกกลัว = ใช้ความกลัว รักษา ความดีใจ

    🔹 พูดดูถูก ทำให้โกรธ = ใช้ความโกรธ  รักษา ความกังวลครุ่นคิด

    🔹 พูดให้คิด = ใช้ความกังวลครุ่นคิด รักษา ความกลัว

    เพราะฉะนั้น ถ้าจิตใจป่วย ก็สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายให้ป่วยตามได้เช่นกัน ควรดูแลสุขภาพทั้งกายและจิตใจให้เหมาะสม ไม่ทำอะไรที่มากหรือน้อยเกินไป ก็จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง 

    พจ.อารยา อัศววงศ์อารยะ

  • สีครอบแก้วบอกโรค

    สีครอบแก้วบอกโรค

    ครอบแก้ว (拔罐) เป็นหนึ่งในวิธีที่ใช้รักษาโรคในทางการแพทย์แผนจีน โดยการนำอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการครอบแก้ว มาทำให้ข้างในเป็นสุญญากาศ (โดยการใช้ไฟ) แล้วครอบลงไปในบริเวณต่าง ๆ เช่น คอ บ่า ไหล่ หลัง เอว ขา เป็นต้น

    ครอบแก้วจะใช้รักษาโรค เช่น อาการปวด ขับพิษของเสียออกจากร่างกาย ทำให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น กล้ามเนื้อผ่อนคลายความตึงลง

    ครอบแก้วในแต่ละครั้ง ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที เพื่อป้องกันการเกิดการไหม้ที่ผิวหนัง

    สีของครอบแก้ว

    🟩 สีชมพูอ่อน หมายถึง สุขภาพดี เลือดลมไหลเวียนสะดวก

    🟩 สีแดงสด หมายถึง ภายในร่างกายมีความร้อนสะสมมาก

    🟩 สีม่วงคล้ำ หมายถึง ภายในร่างกายเลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก มีการติดขัดคั่งค้าง

    🟩 สีขาวซีด หรือ เป็นจุดแดงคล้ายผื่น หมายถึง ภายในร่างกายพร่องอ่อนแอ เลือดลมไม่เพียงพอ

    🟩 ตุ่มน้ำ หมายถึง ครอบแก้วที่ผิดวิธี หรือใช้เวลาครอบแก้วทิ้งไว้นานเกินไป

    🔹 รอยของการครอบแก้วนั้นจะจางหายไปได้เองประมาณ 3-7 วัน

    🔹 หากเกิดตุ่มน้ำขนาดเล็กจะค่อยๆยุบได้เอง

    🔹 หากเกิดตุ่มน้ำขนาดใหญ่ควรเจาะระบายของเหลวออกและทำแผลทุกวันเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

    ข้อห้าม

    🔸 ผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจรุนแรง

    🔸 ภาวะเลือดออกง่าย

    🔸 โรคทางผิวหนัง ผิวหนังติดเชื้อ

    🔸 กระดูกหัก

    🔸 ไม่หิวหรืออิ่มจนเกินไป

    🔸 อ่อนเพลียมาก

    🔸 บวมน้ำชนิดรุนแรง

    อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์แผนจีนก่อนทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย

    อ้างอิง

    ตำราฝังเข็ม-ลนยา เล่ม1

    https://health.udn.com/health/story/6035/3314425

    พจ.อารยา อัศววงศ์อารยะ

  • นาฬิกาชีวิต ฉบับแพทย์แผนจีน

    นาฬิกาชีวิต ฉบับแพทย์แผนจีน

    นาฬิกาชีวิต (Biological clock) คือ การที่พลังชีวิตหรือลมปราณ (ชี่) เคลื่อนที่ผ่านอวัยวะทั้ง 12 ในทุก ๆ 2 ชั่วโมงเพื่อกระตุ้นการทำงานให้อวัยวะเหล่านั้นเกิดการทำงานที่สอดคล้องกัน เมื่อลมปราณเคลื่อนที่ผ่านครบทั้ง 12 อวัยวะก็จะเป็นเวลา 24 ชั่วโมงพอดี 

    ระบบนาฬิกาที่มนุษย์ทุกคนมีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดนั้นมีอวัยวะภายในเป็นเสมือนฟันเฟืองที่คอยกำหนดกลไกการทำงานต่าง ๆ ให้ทำงานเป็นระบบ ซึ่งการที่เราใช้ชีวิตที่ผิดไปจากนาฬิกาชีวิตที่ร่างกายสร้างขึ้นมานั้นเปรียบเสมือนการทำให้ระบบของร่างกายรวนนั่นเอง ซึ่งแพทย์แผนจีนเชื่อว่าจะนำไปสู่อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ที่ตามมา

  • How to เอาตัวรอดจากโรคภูมิแพ้ด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน

    How to เอาตัวรอดจากโรคภูมิแพ้ด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน

    โรคภูมิแพ้ในทางการแพทย์แผนจีน มีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของปอดม้ามและไต อาการของโรคภูมิแพ้มักจะแสดงอาการที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล นอกจากนี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม การรับประทานอาหาร สภาพแวดล้อมการทำงาน ที่อยู่อาศัย เช่น

    🔸 อาการทางระบบทางเดินหายใจ : คัดจมูก จาม น้ำมูกไหล หอบ

    🔸 อาการทางผิวหนัง : ผื่นลมพิษ ผื่นแดง คัน

    การรักษาโรคภูมิแพ้ จึงเน้นไปที่การบำรุงปอดม้ามและไตเป็นหลัก โดย

    👉🏻  บำรุงชี่ของปอด เมื่อปอดแข็งแรงก็จะสามารถกระจายชี่ภายในร่างกายได้ดี และปกป้องร่างกายจากเสียชี่ภายนอกที่จะเข้ามากระทบได้ด้วย

    👉🏻  บำรุงชี่ของม้ามให้แข็งแรง เมื่อม้ามแข็งแรง ระบบย่อยอาหารก็จะแข็งแรงขึ้นด้วย ส่งผลให้ลดการเกิดเสมหะ ความขื้นในร่างกาย

    👉🏻  บำรุงชี่ของไต ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น

    ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ควรดูแลสุขภาพ ดังนี้

    🔹 การออกกำลังกาย ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย

    🔹 การใช้ชีวิตประจำวัน ควรดูแลสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย เช่น ทำความสะอาดที่อยู่ เปลี่ยนผ้าปูที่นอนบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์เพื่อหลีกเลี่ยงอาการแพ้

    🔹 รับประทานยาเพื่อบำรุงปอดม้ามไต ในทางแพทย์แผนจีน จะมีตัวยาอยู่หลายชนิดที่สามารถบำรุงปอดม้ามไตให้แข็งแรงมากขึ้น เพื่อป้องกันอาการภูมิแพ้ (ควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์แผนจีนก่อนเลือกรับประทานยาจีน)

    🔹 การดูแลสุขภาพจิตใจ นอกจากการดูแลสุขภาพกายแล้วนั้น การดูแลสุขภาพจิตใจก็เป็นสิ่งสำคัญของผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ เนื่องจากผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้มักจะมีอาการหงุดหงิดง่าย ซึ่งส่งผลให้อาการแย่ลง ดังนั้นควรฝึกจิตใจให้แจ่มใส สดชื่น ลดความเครียด เป็นต้น

    พจ.อารยา อัศววงศ์อารยะ (พจ.1461)

  • ผู้หญิงกับประจำเดือนในทางการแพทย์แผนจีน

    ผู้หญิงกับประจำเดือนในทางการแพทย์แผนจีน

    รู้ยัง… สีประจำเดือนบอกโรคได้ โดยปกติแล้วประจำเดือนของผู้หญิงจะมาเดือนละ1ครั้ง รอบเดือนจะอยู่ที่ 24-35 วัน แต่ละรอบจะมา 3-7 วัน โดยประมาณ

    ซึ่งเลือดประจำเดือนเกิดจากการหลุดลอกของผนังมดลูกออกมาเป็นเลือดประจำเดือน ซึ่งสีของประจำเดือนปกติจะมีสีแดงเข้ม ไม่ซีด ไม่มีกลิ่น ไม่มีลิ่มหรือก้อนเลือด

    ในช่วงเริ่มแรกของการมีประจำเดือน อาจจะมีปริมาณค่อนข้างน้อยและซีดได้บ้าง ในช่วงกลางจะค่อยๆเข้มขึ้นไปจนถึงสีแดงคล้ำได้ จนในระยะท้ายของการมีประจำเดือน สีของประจำเดือนก็จะค่อย ๆ จางลงจนประจำเดือนหมดรอบ

    สีของประจำเดือนแบบไหนที่บ่งบอกว่ากำลังเกิดโรค?

    ❤️ สีแดงเข้ม (大红色) – สีปกติของประจำเดือน

    ❤️ สีแดงอมชมพู (粉红色) – ร่วมกับมีปริมาณน้อย อาจอยู่ในระยะแรกของการตั้งครรภ์

    ❤️ สีแดงส้ม (橘红色)- พบได้ค่อนข้างน้อย แต่หากพบว่ามีสีแดงส้ม รวมกับมีกลิ่นผิดปกติ อาจมีการติดเชื้อที่บริเวณช่องคลอด

    ❤️ สีแดงคล้ำ (暗红色) – ร่วมกับมีลิ่มเลือด ปวดท้อง อาจหมายถึงภายในมีภาวะเย็นและมีเลือดคั่ง

    ❤️ สีน้ำตาล (褐红色) – ร่วมกับปริมาณน้อยมากในระยะ3วันแรก อาจหมายถึงภายในร่างกายเกิดภาวะไม่สมดุลของฮอร์โมน

    นอกจากนี้ เราควรสังเกตดูรอบเดือนอย่างสม่ำเสมอ ทั้งระยะเวลา สี กลิ่น หรือความผิดปกติอื่นๆควบคู่ด้วย หากพบความผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์ และควรตรวจภายในเป็นประจำทุกปีเพื่อลดความเสี่ยงของโรคทางนรีเวชอีกด้วย

  • ใครไม่ช้ำ รองช้ำ เคยไหมมีอาการเจ็บจี๊ดที่ส้นเท้า

    ใครไม่ช้ำ รองช้ำ เคยไหมมีอาการเจ็บจี๊ดที่ส้นเท้า

    รองช้ำ หรือ โรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ

    อาการเจ็บที่บริเวณส้นเท้า อุ้งเท้าด้านใน หรือลามไปทั่วฝ่าเท้า
    เริ่มแรกอาจมีอาการเจ็บจี๊ด ๆ และอาการเจ็บปวดจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อยจนถึงปวดรุนแรงได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเมื่อลงน้ำหนักที่ส้นเท้า และชัดเจนสุดในก้าวแรกของการลงน้ำหนัก เช่น ก้าวแรกตอนลงจากเตียง อาการเจ็บอาจดีขึ้นได้ระหว่างวันและเป็นหนักอีกครั้งตอนช่วงเย็นหลังจากผ่านการใช้งานมาพอสมควร

    ผู้เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยง

    🔹 ผู้ที่มีอายุ 40ปี ขึ้นไป เนื่องจากฝ่าเท้ามีความยืดหยุ่นน้อยลง

    🔹 ผู้ที่ต้องยืน เดิน หรือวิ่งเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้พังผืดใต้ฝ่าเท้าตึง

    🔹 ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเยอะ ทำให้พังผืดฝ่าเท้า ส้นเท้าต้องแบกรับน้ำหนักเยอะตามไปด้วย

    🔹 ผู้ที่ความผิดปกติทางโครงสร้างของเท้า เช่น ผู้ที่มีอุ้งเท้าแบนหรือโก่งมากเกินไป

    บางคนอาจมีกระดูกงอกที่ส้นเท้า เหล่านี้อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวด และสามารถเป็นได้ในคนที่มีอายุน้อยด้วย

    🔹 ผู้ที่สวมใส่รองเท้าไม่เหมาะสม (ไม่ควรใส่รองเท้าที่แข็งหรือบางจนเกินไป รองเท้าควรมีส่วนรับน้ำหนักบริเวณอุ้งเท้าด้วย) เป็นต้น

    การฝังเข็มช่วยลดอาการปวดจากรองช้ำ

    ช่วยคลายความตึงของฝ่าเท้าและคลายกล้ามเนื้อน่อง

    ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการปวดบริเวณส้นเท้าและฝ่าเท้าได้ อย่างไรก็ตามรองช้ำเป็นอาการที่สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ผู้ป่วยควรปรับพฤติกรรมเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ปรับเปลี่ยนรองเท้าให้เหมาะสม ฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อน่องและฝ่าเท้าเป็นประจำเพื่อที่จะไม่ให้อาการปวดกลับมา อย่าลืมไปฝึกทำกันนะคะ 🙂

    แพทย์จีน ชมชนก ศุภศจี (พจ.1135)

  • นวดกดจุด หยุดอาการปวดหัวได้ด้วยตัวเอง!?

    นวดกดจุด หยุดอาการปวดหัวได้ด้วยตัวเอง!?

    ดูแลสุขภาพง่าย ๆ ด้วยการกดจุด

    การกดจุดนั้นเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาในทางการแพทย์แผนจีน สามารถใช้แทนการฝังเข็มได้ในบางครั้ง โดยใช้นิ้วโป้ง หรือ นิ้วชี้วางบนนิ้วกลาง แล้วกดไปยังจุดฝังเข็มต่างๆที่ต้องการจะกด

    จุดที่ใช้บ่อยและถือว่าเป็นจุดสำคัญในการบำรุงร่างกายและรักษาโรคต่างๆก็คือ

    เหอกู่(合谷) เน่ยกวน(内关) และ จู๋ซานหลี่(足三里) ซึ่งมีคำกล่าวที่ว่า “合谷内关足三里 日按一遍健全身”

    แปลว่า “เหอกู่ เน่ยกวน จู๋ซานหลี่ กดจุดวันละ1ครั้งบำรุงทั้งร่างกาย”

    โดยแต่ละจุดมีตำแหน่ง วิธีกดและสรรพคุณต่างๆ ดังนี้

    เหอกู่ (合谷)

    🔹 ตำแหน่ง จุดนี้จะอยู่ที่หลังมือบริเวณสิ้นสุดรอยพับระหว่างนิ้วชี้และนิ้วโป้ง ให้กางมือออกแล้วใช้นิ้วโป้งอีกข้างวางทับลงไปที่บริเวณง่ามนิ้วชี้และนิ้วโป้ง ลึกประมาณ1นิ้ว

    🔹 วิธีกด กดนวดประมาณ 50 ครั้ง (ผู้ชายทำข้างซ้ายก่อน ผู้หญิงทำข้างขวาก่อน)

    🔹 สรรพคุณ บรรเทาอาการปวดต่างๆ ไข้หวัด หูอื้อ เวียนหัว เป็นต้น

    เน่ยกวน (内关)

    🔹 ตำแหน่ง อยู่บริเวณข้อมือด้านใน(หงายมือ)ห่างจากข้อมือขึ้นมาประมาณ 2 นิ้วมือ

    🔹 วิธีกด กดนวดให้มีความรู้สึกตึง หน่วงจะได้ผลดี โดยกดวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 นาทีโดยประมาณ

    🔹 สรรพคุณ ขยายทรวงอก ปรับการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ ระงับอาเจียนได้ดีมาก

    จู๋ซานหลี่ (足三里)

    🔹 ตำแหน่ง อยู่ที่ใต้เข่าบริเวณขอบนอกของกระดูกหน้าแข้ง1นิ้วมือ ใต้เข่าลงมาประมาณ 4 นิ้วมือ

    🔹 วิธีกด กดนวดวันละ1รอบ เวลาประมาณ5-10นาที ใน1นาทีกดให้ได้ 15-20ครั้ง โดยแต่ละครั้งที่กดต้องให้มีความรู้สึกตึง หน่วง หรือร้อนในบริเวณจุดนี้

    หรือ อาจใช้การรมยาร่วมด้วย โดยให้ทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 15-20 นาที ระหว่างที่รมยาให้ขยับแท่งรมยาขึ้นลงบริเวณจุดนี้ ระมัดระวังไม่ให้ผิวหนังไหม้

    🔹 สรรพคุณ เพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย บำรุงม้าม กระเพาะ ขับพิษของเสียต่างๆ สามารถเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว ฮีโมโกลบิน และฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อได้อีกด้วย

    การกดจุดเป็นเพียงอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยในการบำรุงสุขภาพเท่านั้น เราจะต้องดูแลสุขภาพด้านอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่หักโหมหรือเครียดมากจนเกินไป จึงจะทำให้ร่างกายมีสุขภาพทั้งกายและใจที่สมบูรณ์

    อ้างอิง https://sns.91ddcc.com/t/26038

    พจ.อารยา อัศววงศ์อารยะ

  • ขาชา อ่อนแรง สัญญาณโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวทับเส้นประสาท (Herniated Nucleus Pulposus)

    ขาชา อ่อนแรง สัญญาณโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวทับเส้นประสาท (Herniated Nucleus Pulposus)

    เกิดจากภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อมและเกิดการฉีกขาด จึงทำให้ส่วนของไส้หมอนรองกระดูกเคลื่อนถอยหลังมากดทับเส้นประสาทไขสันหลัง ทำให้เส้นประสาทเกิดการอักเสบ ส่งผลให้มีอาการปวดหลัง ปวดสะโพก ร้าวลงขาหรือเท้า ซึ่งอาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย 

    อาการของโรคที่พบบ่อย

    🔹ปวดหลังบริเวณเอว สะโพก หรือก้นกบ

    🔹ปวดร้าวลงไปถึงขา น่อง หรือเท้า โดยสามารถร้าวลงขาข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง มักมีอาการมากขึ้นเวลาไอหรือจาม

    🔹มีอาการชาปลายเท้า ส่วนมากมักพบบริเวณง่ามนิ้วโป้งและนิ้วชี้ของเท้า

    🔹เดินระยะทางไกลไม่ได้ มักมีอาการปวดหรือเป็นตะคริวร่วมด้วยจนต้องหยุดพัก

    🔹 ถ้าอาการรุนแรง อาจมีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง กระดกข้อเท้าไม่ได้

    🔹 หากอาการมากขึ้น อาจมีปัญหาเรื่องการขับถ่าย

    สาเหตุและพฤติกรรมเสี่ยง

    👉🏻  ได้รับแรงกระทำสั่งสมมาเป็นระยะเวลานาน เช่น การนอนหรือนั่งในท่าที่ไม่ถูกต้อง การบิดหลังบ่อยๆ

    👉🏻  น้ำหนักตัวที่มากเกินไป ส่งผลให้กระดูกสันหลังล่างรับน้ำหนักเยอะตลอดเวลา

    👉🏻  แบกของหนักเป็นประจำ

    👉🏻  ใช้งานร่างกายผิดท่า เช่น ก้มลงเก็บของบ่อยๆ การเอี้ยวตัวแรงๆ

    👉🏻  สูบบุหรี่เป็นประจำ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นหมอนรองกระดูกเสื่อม

    👉🏻  ขาดการออกกำลังกาย

    👉🏻 อายุที่มากขึ้นและการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

    👉🏻 อุบัติเหตุต่างๆ เช่น การกระโดด การตกจากที่สูง การโดนกระชากแรงๆ

    การรักษาทางแพทย์แผนจีน

    🔸 การฝังเข็มร่วมกับการใช้ไฟฟ้ากระตุ้น

    🔸 การครอบแก้ว

    🔸 การนวดทุยหนา

    🔸 การแปะหู

    🔸 การใช้ยาจีนร่วมกับการรักษา

    การฝังเข็มและครอบแก้ว ช่วยได้อย่างไร ?

    🔹 ลดอาการปวดและลดการอับเสบ

    🔹 กระตุ้นการฟื้นฟูของกล้ามเนื้อ

    🔹 ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

    🔹 กระตุ้นการไหลเวียนเลือด สลายเลือดคั่งค้าง

    🔹 กระตุ้นภาวะการสร้างมวลกระดูกให้สมดุล

    การป้องกัน

    ✅ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น อย่านั่งนานจนเกินไป เลี่ยงการก้มเงยบ่อย ๆ หรือเลี่ยงการยกของหนัก

    ✅ ออกกำลังกายเป็นประจำ เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง

    ✅ ฝึกยืดกล้ามเนื้อหลัง เพื่อลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ

    บทความโดย

    พจ.1224 แพทย์จีน มินตรา ไชยศรี

  • รู้ยัง 5 พฤติกรรมเสี่ยงโรคสลักเพชรจม (Piriformis syndrome)

    รู้ยัง 5 พฤติกรรมเสี่ยงโรคสลักเพชรจม (Piriformis syndrome)

    พิริฟอร์มิส (piriformis) คือชื่อของมัดกล้ามเนื้อบริเวณก้น มีหน้าที่ในการพยุงและเชื่อมระหว่างกระดูกกระเบนเน็บและกระดูกต้นขาเข้าด้วยกัน เพื่อให้ต้นขาและสะโพกสามารถเคลื่อนไหว นั่ง เดิน และยกขาได้

    อาการของโรคกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท มีตั้งแต่อาการเล็กน้อย จนถึงขั้นรุนแรงที่ไม่สามารถเดินได้ โดยจะพบมีการปวดตึงที่หลังล่าง ก้น และสะโพก โดยเฉพาะก้นบริเวณสลักเพชรเมื่อใช้มือกดจะรู้สึกเจ็บเหมือนมีเข็มทิ่ม รวมถึงมีอาการตึงหรือร้าวลงไปที่ต้นขาด้านหลัง และน่องได้อีกด้วย

    โดยความรู้สึกปวดจะมากขึ้นเมื่อต้องนั่งเป็นเวลานาน หรือทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวลำตัวส่วนล่างซ้ำ ๆ กันเป็นเวลานาน เช่น วิ่ง หรือขึ้นบันได บางครั้งเมื่อลุกยืน-นั่ง ก้าวเท้า หรือยกขาเร็วๆในบางท่า จะพบมีอาการเจ็บเหมือนไฟซ๊อตร้าวที่ก้นจนไปถึงต้นขาได้อีกด้วย

    โดยปกติ กลุ่มอาการนี้มักเกิดจากการอักเสบ การบาดเจ็บ ของกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส จากการทำกิจกรรม อาทิเช่น

    📌 การนั่งติดต่อกันเป็นเวลานาน (4ชม./วัน)

    📌 การวิ่งหรือทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวขาในท่าซ้ำๆอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน

    📌 การออกกำลังกายที่ทิ้งน้ำหนักและใช้กล้ามเนื้อบริเวณหลังและต้นขามากเกินไป เช่นยกน้ำหนัก

    📌 การยกของหนัก

    📌 อุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายส่วนล่าง เช่น ลื่นล้ม ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เป็นต้น

    การรักษาโดยแพทย์แผนจีนจะใช้วิธีการฝังเข็ม ร่วมกับครอบแก้ว โดยจะทำหัตถการ ที่บริเวณ หลังล่าง ก้น สะโพก และต้นขา 

    การรักษาจะใช้เวลาประมาณ 30-40 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง และรักษาต่อเนื่องประมาณ 6-8 ครั้ง โดยส่วนมากผู้ป่วยจะรู้สึกถึงความตึงและอาการปวดที่ลดลงตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำหัตถการ