หมวดหมู่: ฝังเข็ม

  • ฝังเข็มหน้าใส (Facial Acupuncture)

    ฝังเข็มหน้าใส (Facial Acupuncture)

    ฝังเข็มหน้าใส
    (Facial acupuncture)

    ฝังเข็มหน้าใส ดีจริงไหม?

    วันนี้หมอมิ้ณ
    พจ.ภัสสรา ธนิตสุขการกูล
    แพทย์แผนจีนประจำตงเป่ยคลินิก
    จะมาอธิบายให้ทราบถึงสรรพคุณของการฝังเข็มหน้าค่ะ

    ฝังเข็มหน้าใส
    เป็นการฝังเข็มบริเวณจุดลมปราณบนใบหน้าที่สำคัญ

    ตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน
    ✅ปรับสมดุลของผิว

    ✅กระตุ้นเลือดลมให้ไหลเวียนดี
    ✅ผิวจะดูเนียนขึ้น
    ✅รูขุมขนกระชับขึ้น ✅ทำให้ผิวพรรณสดใส

    ✅กระตุ้นและซ่อมแซมผิว
    ✅ลดริ้วรอย
    ✅ลดสิว
    ✅ลดการเกิดฝ้า กระ


    การฝังเข็ม
    เป็นวิธีแบบธรรมชาติ
    ที่ได้ผลจริง แต่ต้องรักษาต่อเนื่อง
    เป็นระยะเวลานาน
    สามารถรักษาร่วมการการแพทย์สมัยใหม่ได้
    จะยิ่งส่งเสริมกันค่ะ

    ฝังเข็มหน้าใส ที่ “ตงเป่ยคลินิก”

    ดูแลโดยแพทย์แผนจีนที่มีความเชี่ยวชาญ
    ใช้เข็มใหม่ไม่ใช้ซ้ำ

    ขั้นตอนการฝังเข็มหน้าใส
    ครบจบใน 5 ขั้นตอน

    ขั้นตอนที่ 1
    ทำความสะอาดใบหน้าด้วย Milky Cleansing

    ขั้นตอนที่ 2
    ฝังเข็มใบหน้าตามจุดลมปราณ
    โดยแพทย์แผนจีนโดยตรง

    ขั้นตอนที่ 3
    กระตุ้นไฟฟ้าพร้อมกับ Biolight
    กระตุ้นคอลลาเจน ลดการอักเสบ

    ขั้นตอนที่ 4
    มาส์กหน้า ทองคำ สูตรพรีเมี่ยม
    กระชับผิว เผยผิวกระจ่างใส

    ขั้นตอนที่ 5
    ทาครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของกันแดด
    สูตรอ่อนโยนต่อผิว

    ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที
    ปรนนิบัตรผิวแบบฮองเฮา
    ผ่อนคลาย สุดฟิน

    ใครอยากผ่อนคลายในช่วงเวลาไหน
    ไม่ว่าจะเป็นช่วงสายหลังส่งลูกไปโรงเรียน
    ช่วงบ่าย รอไปรับลูกกลับบ้าน
    หรือช่วงเย็นหลังเลิกงาน
    ก็เป็นการให้รางวัลตัวเอง
    ได้ทุกช่วงเวลา
    ไม่ต้องมีเวลาพักฟื้น ใช้หน้าต่อได้เลยค่ะ

    ราคา 699 บาท

    ไม่มีบวกเพิ่ม
    พิเศษสำหรับ
    ลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยมาใช้บริการ

    จำกัดสิทธิ์ 30 ท่านต่อเดือนเท่านั้น
    จองโปรนี้กดปุ่ม เพิ่มเพื่อนด้านล่าง

  • ฝังเข็มรักษาออฟฟิศซินโดรม

    ฝังเข็มรักษาออฟฟิศซินโดรม

    คอร์ส ฝังเข็ม ครอบแก้ว รักษาออฟฟิศซินโดรม 10 ครั้ง 7,990 บาท

     รักษาตรงจุด โดยแพทย์แผนจีนผู้เชี่ยวชาญ ประสบการณ์มากกว่า 5 ปี

     มือหนึ่งในโคราช ดูแลคนไข้มาแล้วมากกว่า 10,000 เคส

    ปรึกษาแพทย์ได้แล้ววันนี้ ที่ตงเป่ยคลินิก จอหอ โคราช

    อาการปวดที่กวนใจ อย่าปล่อยไว้นาน เดี๋ยวจะเป็นเรื้อรัง รักษายาก

    สามารถปรึกษาคุณหมอก่อนได้ทาง  Line หรือ โทรศัพท์พูดคุย

    ไม่ว่ามีอาการปวดตรงไหน คุณหมอดูแลได้ หายปวดทันที

    ปวดคอ ปวดท้ายทอย ปวดบ่า ปวดไหล่

    ปวดหัว ปวดศีรษะไมเกรน ปวดร้าวกระบอกตา

    ปวดสะบัก ปวดศอก ปวดข้อมือ มือชา

    ปวดหลัง ปวดเอว ปวดเข่า รองช้ำ

    คุณหมอรักษาได้

    คอร์ส ฝังเข็ม ครอบแก้ว Office syndrome 10 ครั้ง

    ราคา 7,990 บาท

    ตับจบ เรื่องอาการปวดออฟฟิศซินโดรม

    ศึกษารายละเอียด และดู รีวิว แน่นๆ ของคุณหมอด้านล่างนี้

    หากสนใจ กดปุ่ม เพิ่มเพื่อนทางไลน์

    แล้วพิมพ์ “ออฟฟิศซินโดรม”

    เพื่อรับส่วนลดพิเศษ 1,000 บาท ก่อนสิ้นเดือนนี้เท่านั้น

  • คนกลัวเข็มเบาใจ ฝังเข็มไม่เจ็บอย่างที่คิด

    คนกลัวเข็มเบาใจ ฝังเข็มไม่เจ็บอย่างที่คิด

    เข็มที่ใช้ในการฝังเข็มโดยทั่วไปมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 0.25 mm มีความยาวที่แตกต่างกันออกไปขึ้นกับบริเวณที่ใช้ ขนาดตัวของคนไข้ เป็นต้น ส่วนเข็มที่ใช้บริเวณใบหน้ามีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 0.12 mm ตัวเข็มทำมาจากสแตนเลสเคลือบด้วยสารหล่อลื่น ปลายแหลมคมเพื่อให้ง่ายต่อการฝังและลดความเจ็บของผู้ถูกฝัง คนไข้จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความเจ็บ ส่วนบรรจุภัณฑ์เป็นบรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อ เข็มใช้ครั้งเดียวทิ้งไม่นำกลับมาใช้ซ้ำ

    คนไข้เพียงทำใจให้สบายแล้วมาปรึกษาหมอที่คลินิกได้เลย

    การทำหัตถการฝังเข็มจะมีความรู้สึกอยู่ 2 ลักษณะ

    🔹 เมื่อเข็มผ่านชั้นผิวหนัง จะมีความรู้สึกเจ็บเล็กน้อย จิ๊ด ๆ เหมือนมดกัด เนื่องจากเข็มที่ใช้มีขนาดเล็กและบริเวณผิวหนังมีประสาทรับความรู้สึกเยอะ จึงทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บเล็กน้อย เมื่อเข็มผ่านผิวหนังลงมาความเจ็บก็จะหายไป

    🔹 เมื่อเข็มถึงตำแหน่งจุดฝังเข็ม จะมีความรู้สึกตึง ๆ ตื้อ ๆ หนัก หน่วง หรือชา ซึ่งแต่ละคนแต่ละจุดอาจรู้สึกแตกต่างกันออกไป อาการดังกล่าวทางแพทย์แผนจีนเรียกว่า “เต๋อชี่” 

    การปฏิบัติตัวก่อนมาฝังเข็ม

    🔸 ทำใจให้สบาย ไม่วิตกกังวล

    🔸 รับประทานอาหารปริมาณพอเหมาะก่อนมาทำการรักษา 1-2 ชั่วโมง (ไม่ควรท้องว่างหรืออิ่มจนเกินไป)🍽

    🔸 นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

    🔸 อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายก่อนมาทำการรักษา เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ

    🔸 สวมใส่เสื้อผ้าที่ถอดง่ายไม่รัดรูปจนเกินไป เพื่อสะดวกต่อการเปลี่ยนชุดที่คลินิก

    แพทย์จีน ชมชนก ศุภศจี (พจ.1135)

  • ชาวออฟฟิศ ฝังเข็มพิชิตซินโดรม  (Office Syndrome)

    ชาวออฟฟิศ ฝังเข็มพิชิตซินโดรม  (Office Syndrome)

    เป็นกลุ่มอาการปวดที่เจอได้เยอะในกลุ่มคนที่ทำงานออฟฟิศ เนื่องจากลักษณะการทำงานที่ต้องนั่งค้างท่าเดิมเป็นระยะเวลานาน เช่น นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหดเกร็งและเกิดปมกล้ามเนื้อทำให้เกิดอาการปวด

    ลักษณะอาการ : มีอาการปวดตึงคอบ่าไหล่ ปวดร้าวไปที่ศรีษะ หรือปวดบริเวณข้อศอก อาจจะมีอาการชาฝ่ามือหรือนิ้วล็อกร่วมด้วย หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรังได้ 

    5 อาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อย

    ✅ ปวดศีรษะ

    ✅ ปวดตึงบริเวณ คอ บ่า ไหล่

    ✅ ปวดหลัง

    ✅ ปวดตึงที่ขา

    ✅ ยกแขนไม่ขึ้น

    การรักษาออฟฟิศซินโดรมสามารถรักษาได้หลายวิธี ดังนี้ :

    🔹 การให้ยา เช่น ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ

    🔹 ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น เปลี่ยนท่านั่งทำงานให้เหมาะสม หรือ การออกกำลังกาย

    🔹 การกายภาพบำบัด

    🔹 การฝังเข็ม

    โดยการฝังเข็มรักษาโรคออฟฟิศซินโดรม เป็นวิธีการรักษาที่ได้รับความนิยม เนื่องจากเป็นการรักษาที่บรรเทาอาการปวดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    แพทย์จะใช้เข็มเฉพาะสำหรับการฝังเข็ม ฝังลงไปตามจุดลมปราณตามทฤษฎีของแพทย์แผนจีน และฝังตรงบริเวณ “Triggle Point (จุดกดเจ็บ)” เพื่อทำให้จุดนั้นเกิดการ  “Local Twist Response” คือการที่กล้ามเนื้อเกิดการกระตุกและคลายออกส่งผลให้อาการปวดตึงกล้ามเนื้อบริเวณนั้นๆบรรเทาลง

    การฝังเข็ม จะใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที ทั้งนี้อาจมีการรักษาโดยการครอบแก้วร่วมด้วย เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    พจ.มินตรา ไชยศรี

    ใบอนุญาตที่ พจ.1224

  • ผู้หญิงกับประจำเดือนในทางการแพทย์แผนจีน

    ผู้หญิงกับประจำเดือนในทางการแพทย์แผนจีน

    รู้ยัง… สีประจำเดือนบอกโรคได้ โดยปกติแล้วประจำเดือนของผู้หญิงจะมาเดือนละ1ครั้ง รอบเดือนจะอยู่ที่ 24-35 วัน แต่ละรอบจะมา 3-7 วัน โดยประมาณ

    ซึ่งเลือดประจำเดือนเกิดจากการหลุดลอกของผนังมดลูกออกมาเป็นเลือดประจำเดือน ซึ่งสีของประจำเดือนปกติจะมีสีแดงเข้ม ไม่ซีด ไม่มีกลิ่น ไม่มีลิ่มหรือก้อนเลือด

    ในช่วงเริ่มแรกของการมีประจำเดือน อาจจะมีปริมาณค่อนข้างน้อยและซีดได้บ้าง ในช่วงกลางจะค่อยๆเข้มขึ้นไปจนถึงสีแดงคล้ำได้ จนในระยะท้ายของการมีประจำเดือน สีของประจำเดือนก็จะค่อย ๆ จางลงจนประจำเดือนหมดรอบ

    สีของประจำเดือนแบบไหนที่บ่งบอกว่ากำลังเกิดโรค?

    ❤️ สีแดงเข้ม (大红色) – สีปกติของประจำเดือน

    ❤️ สีแดงอมชมพู (粉红色) – ร่วมกับมีปริมาณน้อย อาจอยู่ในระยะแรกของการตั้งครรภ์

    ❤️ สีแดงส้ม (橘红色)- พบได้ค่อนข้างน้อย แต่หากพบว่ามีสีแดงส้ม รวมกับมีกลิ่นผิดปกติ อาจมีการติดเชื้อที่บริเวณช่องคลอด

    ❤️ สีแดงคล้ำ (暗红色) – ร่วมกับมีลิ่มเลือด ปวดท้อง อาจหมายถึงภายในมีภาวะเย็นและมีเลือดคั่ง

    ❤️ สีน้ำตาล (褐红色) – ร่วมกับปริมาณน้อยมากในระยะ3วันแรก อาจหมายถึงภายในร่างกายเกิดภาวะไม่สมดุลของฮอร์โมน

    นอกจากนี้ เราควรสังเกตดูรอบเดือนอย่างสม่ำเสมอ ทั้งระยะเวลา สี กลิ่น หรือความผิดปกติอื่นๆควบคู่ด้วย หากพบความผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์ และควรตรวจภายในเป็นประจำทุกปีเพื่อลดความเสี่ยงของโรคทางนรีเวชอีกด้วย

  • ใครไม่ช้ำ รองช้ำ เคยไหมมีอาการเจ็บจี๊ดที่ส้นเท้า

    ใครไม่ช้ำ รองช้ำ เคยไหมมีอาการเจ็บจี๊ดที่ส้นเท้า

    รองช้ำ หรือ โรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ

    อาการเจ็บที่บริเวณส้นเท้า อุ้งเท้าด้านใน หรือลามไปทั่วฝ่าเท้า
    เริ่มแรกอาจมีอาการเจ็บจี๊ด ๆ และอาการเจ็บปวดจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อยจนถึงปวดรุนแรงได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเมื่อลงน้ำหนักที่ส้นเท้า และชัดเจนสุดในก้าวแรกของการลงน้ำหนัก เช่น ก้าวแรกตอนลงจากเตียง อาการเจ็บอาจดีขึ้นได้ระหว่างวันและเป็นหนักอีกครั้งตอนช่วงเย็นหลังจากผ่านการใช้งานมาพอสมควร

    ผู้เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยง

    🔹 ผู้ที่มีอายุ 40ปี ขึ้นไป เนื่องจากฝ่าเท้ามีความยืดหยุ่นน้อยลง

    🔹 ผู้ที่ต้องยืน เดิน หรือวิ่งเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้พังผืดใต้ฝ่าเท้าตึง

    🔹 ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเยอะ ทำให้พังผืดฝ่าเท้า ส้นเท้าต้องแบกรับน้ำหนักเยอะตามไปด้วย

    🔹 ผู้ที่ความผิดปกติทางโครงสร้างของเท้า เช่น ผู้ที่มีอุ้งเท้าแบนหรือโก่งมากเกินไป

    บางคนอาจมีกระดูกงอกที่ส้นเท้า เหล่านี้อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวด และสามารถเป็นได้ในคนที่มีอายุน้อยด้วย

    🔹 ผู้ที่สวมใส่รองเท้าไม่เหมาะสม (ไม่ควรใส่รองเท้าที่แข็งหรือบางจนเกินไป รองเท้าควรมีส่วนรับน้ำหนักบริเวณอุ้งเท้าด้วย) เป็นต้น

    การฝังเข็มช่วยลดอาการปวดจากรองช้ำ

    ช่วยคลายความตึงของฝ่าเท้าและคลายกล้ามเนื้อน่อง

    ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการปวดบริเวณส้นเท้าและฝ่าเท้าได้ อย่างไรก็ตามรองช้ำเป็นอาการที่สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ผู้ป่วยควรปรับพฤติกรรมเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ปรับเปลี่ยนรองเท้าให้เหมาะสม ฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อน่องและฝ่าเท้าเป็นประจำเพื่อที่จะไม่ให้อาการปวดกลับมา อย่าลืมไปฝึกทำกันนะคะ 🙂

    แพทย์จีน ชมชนก ศุภศจี (พจ.1135)

  • เคล็ดลับคุมน้ำหนักสุดเวิร์ค การแปะเมล็ดผักกาดร่วมกับการฝังเข็ม

    เคล็ดลับคุมน้ำหนักสุดเวิร์ค การแปะเมล็ดผักกาดร่วมกับการฝังเข็ม

    ความอ้วนตามแนวคิดแบบแพทย์แผนจีน เกิดจากอะไร ?

    สาเหตุหลักในการเกิดความอ้วนตามมุมมองของแพทย์แผนจีนคือ ชี่และหยางอวัยวะภายในบกพร่อง และ การมีความชื้นสะสมในร่างกาย ดังนี้ 

    👉🏻 ชี่ของม้ามพร่อง ส่งผลให้การลำเลียงของม้ามไม่มีกำลัง ทำให้สารอาหารไม่ถูกลำเลียงไปทั่วร่างกาย สารอาหารเลยแปรสภาพเป็นไขมัน น้ำและความชื้นตกค้างในร่างกาย จึงเกิดเป็นความอ้วน

    👉🏻 หยางของไตพร่อง ทำให้ไม่มีแรงขับเคลื่อนการไหลเวียนเลือด ส่งผลให้สารน้ำไม่ถูกผลักดันให้ขึ้นสู่ร่างกายด้านบน ความชื้นเลยหยุดนิ่งตกค้าง จึงเกิดเป็นความอ้วน

    👉🏻 กระเพาะอาหารและม้ามอ่อนแอ ทำให้ชี่ติดขัด เลือดคั่ง เกิดความร้อนในร่างกาย ส่งผลให้มีการสะสมของเสมหะความชื้น จึงเกิดเป็นความอ้วน

    “การฝังเข็มคุมน้ำหนัก” ร่วมกับการ “ติดเมล็ดผักกาดที่หู “ เป็นวิธีลดความอ้วนอีกวิธีหนึ่ง ที่วิจัยมาแล้วว่าให้ผลในการรักษาที่มีประสิทธิภาพ 

    โดยนำอุปกรณ์การรักษาที่เรียกว่า “เมล็ดผักกาด“ ติดตามส่วนต่าง ๆ ของใบหู

    เนื่องจากในทางแพทย์แผนจีนเชื่อว่าหูมีจุดสะท้อนของอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งจุดที่แพทย์จะเลือกใช้ในการแปะคือ จุดหิว จุดกระเพาะอาหาร จุดลำไส้ใหญ่ จุดลำไส้เล็ก จุดสมอง เป็นต้น

    โดยการใช้เมล็ดผักกาดกดไปที่จุดดังกล่าวเป็นการส่งสารสื่อประสาทไปยังสมอง ทำให้สมองสั่งการไปยังอวัยวะนั้น ๆ จึงช่วยควบคุมความหิว กระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก ระบบเผาผลาญ และยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่ายได้อีกด้วย

    ซึ่งจะกดนวดคลึงก่อนและหลังกินอาหารประมาณ 10 นาที หรือจนหูเริ่มร้อนและแดง

    วิธีแปะ 

    เช็ดแอลกอฮอล์ 75% ที่หูเพื่อให้ทำความสะอาดใบหู จากนั้นปล่อยให้แห้ง แล้วจึงนำเมล็ดผักกาดแปะลงไปตามจุดต่าง ๆ บนใบหูตามทฤษฎีของแพทย์แผนจีน ซึ่งแผ่นที่แปะหูอยู่แนะนำให้เปลี่ยนทุก  3-4 วันหรือหากมีอาการคันหรือแพ้ ให้แกะออกทันที

    การปรับสมดุลชี่และหยางด้วยการฝังเข็มคุมน้ำหนัก

    🔹 ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายดีขึ้น เนื่องจากไปกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้

    🔹 ช่วยปรับการทำงานของระบบเมตาบอลิซึมภายในร่างกาย ซึ่งมีหน้าที่ในการเผาผลาญพลังงานจึงช่วยสลายไขมันที่สะสมอยู่ตามร่างกายได้

    🔹  ช่วยปรับฮอร์โมนและระบบประสาทอัตโนมัติ เพื่อควบคุมสมดุลการลดลงของน้ำตาลและไขมัน โดยมีผลพวงในด้านดีของการควบคุมโรคต่างๆที่จะเกิดขึ้นมาภายหลัง หากมีภาวะอ้วนได้อีกด้วย เช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคหัวใจขาดเลือด โรคความดันสูง เป็นต้น

    🔹  ขับไขมันส่วนเกิน ออกมาในรูปแบบเหงื่อและของเสีย โดยสัดส่วนร่างกายจะลดลงอย่างธรรมชาติ ทำให้ผิวหนังไม่แห้งเหี่ยว ไม่หย่อนคล้อย

    🔹 กระตุ้นการทำงานของต่อมหมวกไตให้ดีขึ้น ส่งผลต่อการทำงานของฮอร์โมนคอร์ติซอล(Cortisol)ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำหรับช่วยสลายไขมันเพื่อเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเลือดได้ดียิ่งขึ้น

    🔹 ปรับสมดุลการทำงานของตับอ่อนไม่ให้หลั่ง ฮอร์โมนอินซูลิน(Insulin) มากเกินไป เนื่องจากเป็นฮอร์โมนที่ช่วยแปรสภาพน้ำตาลในเลือดให้มาสะสมเป็นไขมัน

    🔹 กระตุ้นการทำงานของตับและไต เพื่อทำหน้าที่จำกัดของเสียของร่างกายได้ดียิ่งขึ้น

    🔹 ปรับสมดุลการทำงานของต่อมไทรอยด์(Thyroid) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมระบบการเผาผลาญของร่างกาย

    🔹  ลดความเครียด จิตใจร่าเริงสดชื่น ไม่อ่อนเพลีย กระปรี้กระเปร่า เนื่องจาก กระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin)

    นอกจากจะสามารถช่วยเรื่องคุมน้ำหนักได้แล้ว ยังสามารถช่วยรักษาอาการปวด และ อาการนอนไม่หลับได้อีกด้วย ควรรักษาต่อเนื่องเพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน

  • ขาชา อ่อนแรง สัญญาณโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวทับเส้นประสาท (Herniated Nucleus Pulposus)

    ขาชา อ่อนแรง สัญญาณโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวทับเส้นประสาท (Herniated Nucleus Pulposus)

    เกิดจากภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อมและเกิดการฉีกขาด จึงทำให้ส่วนของไส้หมอนรองกระดูกเคลื่อนถอยหลังมากดทับเส้นประสาทไขสันหลัง ทำให้เส้นประสาทเกิดการอักเสบ ส่งผลให้มีอาการปวดหลัง ปวดสะโพก ร้าวลงขาหรือเท้า ซึ่งอาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย 

    อาการของโรคที่พบบ่อย

    🔹ปวดหลังบริเวณเอว สะโพก หรือก้นกบ

    🔹ปวดร้าวลงไปถึงขา น่อง หรือเท้า โดยสามารถร้าวลงขาข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง มักมีอาการมากขึ้นเวลาไอหรือจาม

    🔹มีอาการชาปลายเท้า ส่วนมากมักพบบริเวณง่ามนิ้วโป้งและนิ้วชี้ของเท้า

    🔹เดินระยะทางไกลไม่ได้ มักมีอาการปวดหรือเป็นตะคริวร่วมด้วยจนต้องหยุดพัก

    🔹 ถ้าอาการรุนแรง อาจมีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง กระดกข้อเท้าไม่ได้

    🔹 หากอาการมากขึ้น อาจมีปัญหาเรื่องการขับถ่าย

    สาเหตุและพฤติกรรมเสี่ยง

    👉🏻  ได้รับแรงกระทำสั่งสมมาเป็นระยะเวลานาน เช่น การนอนหรือนั่งในท่าที่ไม่ถูกต้อง การบิดหลังบ่อยๆ

    👉🏻  น้ำหนักตัวที่มากเกินไป ส่งผลให้กระดูกสันหลังล่างรับน้ำหนักเยอะตลอดเวลา

    👉🏻  แบกของหนักเป็นประจำ

    👉🏻  ใช้งานร่างกายผิดท่า เช่น ก้มลงเก็บของบ่อยๆ การเอี้ยวตัวแรงๆ

    👉🏻  สูบบุหรี่เป็นประจำ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นหมอนรองกระดูกเสื่อม

    👉🏻  ขาดการออกกำลังกาย

    👉🏻 อายุที่มากขึ้นและการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

    👉🏻 อุบัติเหตุต่างๆ เช่น การกระโดด การตกจากที่สูง การโดนกระชากแรงๆ

    การรักษาทางแพทย์แผนจีน

    🔸 การฝังเข็มร่วมกับการใช้ไฟฟ้ากระตุ้น

    🔸 การครอบแก้ว

    🔸 การนวดทุยหนา

    🔸 การแปะหู

    🔸 การใช้ยาจีนร่วมกับการรักษา

    การฝังเข็มและครอบแก้ว ช่วยได้อย่างไร ?

    🔹 ลดอาการปวดและลดการอับเสบ

    🔹 กระตุ้นการฟื้นฟูของกล้ามเนื้อ

    🔹 ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

    🔹 กระตุ้นการไหลเวียนเลือด สลายเลือดคั่งค้าง

    🔹 กระตุ้นภาวะการสร้างมวลกระดูกให้สมดุล

    การป้องกัน

    ✅ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น อย่านั่งนานจนเกินไป เลี่ยงการก้มเงยบ่อย ๆ หรือเลี่ยงการยกของหนัก

    ✅ ออกกำลังกายเป็นประจำ เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง

    ✅ ฝึกยืดกล้ามเนื้อหลัง เพื่อลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ

    บทความโดย

    พจ.1224 แพทย์จีน มินตรา ไชยศรี

  • รู้ยัง 5 พฤติกรรมเสี่ยงโรคสลักเพชรจม (Piriformis syndrome)

    รู้ยัง 5 พฤติกรรมเสี่ยงโรคสลักเพชรจม (Piriformis syndrome)

    พิริฟอร์มิส (piriformis) คือชื่อของมัดกล้ามเนื้อบริเวณก้น มีหน้าที่ในการพยุงและเชื่อมระหว่างกระดูกกระเบนเน็บและกระดูกต้นขาเข้าด้วยกัน เพื่อให้ต้นขาและสะโพกสามารถเคลื่อนไหว นั่ง เดิน และยกขาได้

    อาการของโรคกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท มีตั้งแต่อาการเล็กน้อย จนถึงขั้นรุนแรงที่ไม่สามารถเดินได้ โดยจะพบมีการปวดตึงที่หลังล่าง ก้น และสะโพก โดยเฉพาะก้นบริเวณสลักเพชรเมื่อใช้มือกดจะรู้สึกเจ็บเหมือนมีเข็มทิ่ม รวมถึงมีอาการตึงหรือร้าวลงไปที่ต้นขาด้านหลัง และน่องได้อีกด้วย

    โดยความรู้สึกปวดจะมากขึ้นเมื่อต้องนั่งเป็นเวลานาน หรือทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวลำตัวส่วนล่างซ้ำ ๆ กันเป็นเวลานาน เช่น วิ่ง หรือขึ้นบันได บางครั้งเมื่อลุกยืน-นั่ง ก้าวเท้า หรือยกขาเร็วๆในบางท่า จะพบมีอาการเจ็บเหมือนไฟซ๊อตร้าวที่ก้นจนไปถึงต้นขาได้อีกด้วย

    โดยปกติ กลุ่มอาการนี้มักเกิดจากการอักเสบ การบาดเจ็บ ของกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส จากการทำกิจกรรม อาทิเช่น

    📌 การนั่งติดต่อกันเป็นเวลานาน (4ชม./วัน)

    📌 การวิ่งหรือทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวขาในท่าซ้ำๆอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน

    📌 การออกกำลังกายที่ทิ้งน้ำหนักและใช้กล้ามเนื้อบริเวณหลังและต้นขามากเกินไป เช่นยกน้ำหนัก

    📌 การยกของหนัก

    📌 อุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายส่วนล่าง เช่น ลื่นล้ม ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เป็นต้น

    การรักษาโดยแพทย์แผนจีนจะใช้วิธีการฝังเข็ม ร่วมกับครอบแก้ว โดยจะทำหัตถการ ที่บริเวณ หลังล่าง ก้น สะโพก และต้นขา 

    การรักษาจะใช้เวลาประมาณ 30-40 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง และรักษาต่อเนื่องประมาณ 6-8 ครั้ง โดยส่วนมากผู้ป่วยจะรู้สึกถึงความตึงและอาการปวดที่ลดลงตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำหัตถการ

  • รักษาอาการไหล่ติด เคลียร์ชีวิตให้คล่องตัว

    รักษาอาการไหล่ติด เคลียร์ชีวิตให้คล่องตัว

    Woman feeling exhausted and suffering from neck pain. Health-care concept

    ไหล่ติด (Frozen Shoulder) คือ ภาวะของข้อต่อบริเวณไหล่ติดขัด มีอาการเจ็บหรือปวดขณะเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวหัวไหล่ได้ลำบากหรือไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ เกิดจากการอักเสบบริเวณเนื้อเยื่อที่อยู่รอบ ๆ ข้อไหล่ ซึ่งเรียกว่า เยื่อหุ้มข้อไหล่ (Capsule) เมื่อเกิดการอักเสบและหดตัว จึงทำให้ไม่สามารถยืดหยุ่นได้เหมือนเดิม

    อาการไหล่ติด

    รู้สึกเจ็บหรือปวดบริเวณด้านนอกของหัวไหล่และต้นแขน โดยจะปวดมากในช่วงแรกและเมื่อมีการขยับแขน มีอาการข้อติด ทำให้เคลื่อนไหวหัวไหล่ได้ลำบาก

    โดยสามารถแบ่งอาการออกเป็น 3 ระยะ

    🔺ระยะที่ 1 มีอาการเจ็บหรือปวดขึ้นอย่างช้า ๆ โดยเป็นมากในเวลากลางคืนและเวลาล้มตัวนอน จากนั้นจะเริ่มปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่อยากขยับบริเวณหัวไหล่

    🔺ระยะที่ 2 อาการปวดค่อย ๆ ลดลง แต่การเคลื่อนไหวของหัวไหล่ทำได้ลำบากมากขึ้นในทุกทิศทาง มีอาการข้อยึดตามมา และกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่เสื่อมลง ส่งผลให้ใช้ชีวิตประจำวันได้ลำบากขึ้น

    🔺ระยะที่ 3 เป็นระยะฟื้นตัว อาการปวดและข้อยึดค่อยๆหายไป และกลับสู่ภาวะเป็นปกติ

    การรักษาไหล่ติดในทางการแพทย์แผนจีน

    การฝังเข็มร่วมกับการครอบแก้ว เพื่อลดการอักเสบ ลดอาการปวด คลายกล้ามเนื้อ กระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น

    การป้องกัน

    🔹 หลีกเลี่ยงหรือลดการใช้งานแขนด้านที่มีอาการ

    🔹 ประคบเย็นที่หัวไหล่ในช่วงแรกที่มีอาการอักเสบ ครั้งละ 15-20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง

    🔹 หากอาการอักเสบดีขึ้น แต่มีอาการปวดอยู่ ให้ประคบร้อน 15-20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง

    🔹 บริหารข้อไหล่ เมื่ออาการปวดทุเลาลงเพื่อป้องกันข้อติดแข็ง และเอ็นยึดข้อหดสั้น

    พจ.อารยา อัศววงศ์อารยะ (พจ.1461)