ผู้เขียน: sorrachatr

  • ปัญจธาตุ สร้างอารมณ์เพื่อรักษาอารมณ์ขั้วตรงข้าม

    ปัญจธาตุ สร้างอารมณ์เพื่อรักษาอารมณ์ขั้วตรงข้าม

    การรักษาโรคที่เกี่ยวเนื่องกับอารมณ์ของปัญจธาตุ

    ในทางการแพทย์แผนจีน อารมณ์เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการกำหนดความสมดุลของสุขภาพได้ เนื่องจากอารมณ์นั้นสามารถส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายในของร่างกาย

    อารมณ์จะมีความสัมพันธ์กับอวัยวะภายในตามหลักปัญจธาตุ ดังนี้

    🔸 ไม้ สังกัดที่ เส้นลมปราณตับ เกี่ยวข้องกับ อารมณ์โกรธ

    🔸 ไฟ สังกัดที่ เส้นลมปราณหัวใจ เกี่ยวข้องกับ อารมณ์ดีใจ

    🔸 ดิน สังกัดที่ เส้นลมปราณม้าม เกี่ยวข้องกับ อารมณ์กังวลครุ่นคิด

    🔸 โลหะ สังกัดที่ เส้นลมปราณปอด เกี่ยวข้องกับ อารมณ์เศร้าโศก

    🔸 น้ำ สังกัดที่ เส้นลมปราณไต เกี่ยวข้องกับ อารมณ์กลัว

    ซึ่งถ้าเกิดอารมณ์ใดที่มากเกิดไปก็จะส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่าง ๆ เช่น  โกรธมากไป กระทบ ตับ

    🟩 ดีใจมากไป กระทบ หัวใจ

    🟩 กังวลครุ่นคิดมากไป กระทบ ม้าม

    🟩 เศร้าโศกมากไป กระทบ ปอด

    🟩 กลัวมากไป กระทบ ไต

    ในทางการแพทย์แผนจีน สามารถรักษาโรคโดยใช้อารมณ์ของปัญจธาตุได้ดังนี้

    🔹 พูดให้รู้สึกเศร้า = ใช้ความเศร้าโศก  รักษา ความโกรธ

    🔹 พูดให้รู้สึกดีใจ = ใช้ความดีใจ รักษา ความเศร้าโศก

    🔹 พูดให้รู้สึกกลัว = ใช้ความกลัว รักษา ความดีใจ

    🔹 พูดดูถูก ทำให้โกรธ = ใช้ความโกรธ  รักษา ความกังวลครุ่นคิด

    🔹 พูดให้คิด = ใช้ความกังวลครุ่นคิด รักษา ความกลัว

    เพราะฉะนั้น ถ้าจิตใจป่วย ก็สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายให้ป่วยตามได้เช่นกัน ควรดูแลสุขภาพทั้งกายและจิตใจให้เหมาะสม ไม่ทำอะไรที่มากหรือน้อยเกินไป ก็จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง 

    พจ.อารยา อัศววงศ์อารยะ

  • สีครอบแก้วบอกโรค

    สีครอบแก้วบอกโรค

    ครอบแก้ว (拔罐) เป็นหนึ่งในวิธีที่ใช้รักษาโรคในทางการแพทย์แผนจีน โดยการนำอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการครอบแก้ว มาทำให้ข้างในเป็นสุญญากาศ (โดยการใช้ไฟ) แล้วครอบลงไปในบริเวณต่าง ๆ เช่น คอ บ่า ไหล่ หลัง เอว ขา เป็นต้น

    ครอบแก้วจะใช้รักษาโรค เช่น อาการปวด ขับพิษของเสียออกจากร่างกาย ทำให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น กล้ามเนื้อผ่อนคลายความตึงลง

    ครอบแก้วในแต่ละครั้ง ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที เพื่อป้องกันการเกิดการไหม้ที่ผิวหนัง

    สีของครอบแก้ว

    🟩 สีชมพูอ่อน หมายถึง สุขภาพดี เลือดลมไหลเวียนสะดวก

    🟩 สีแดงสด หมายถึง ภายในร่างกายมีความร้อนสะสมมาก

    🟩 สีม่วงคล้ำ หมายถึง ภายในร่างกายเลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก มีการติดขัดคั่งค้าง

    🟩 สีขาวซีด หรือ เป็นจุดแดงคล้ายผื่น หมายถึง ภายในร่างกายพร่องอ่อนแอ เลือดลมไม่เพียงพอ

    🟩 ตุ่มน้ำ หมายถึง ครอบแก้วที่ผิดวิธี หรือใช้เวลาครอบแก้วทิ้งไว้นานเกินไป

    🔹 รอยของการครอบแก้วนั้นจะจางหายไปได้เองประมาณ 3-7 วัน

    🔹 หากเกิดตุ่มน้ำขนาดเล็กจะค่อยๆยุบได้เอง

    🔹 หากเกิดตุ่มน้ำขนาดใหญ่ควรเจาะระบายของเหลวออกและทำแผลทุกวันเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

    ข้อห้าม

    🔸 ผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจรุนแรง

    🔸 ภาวะเลือดออกง่าย

    🔸 โรคทางผิวหนัง ผิวหนังติดเชื้อ

    🔸 กระดูกหัก

    🔸 ไม่หิวหรืออิ่มจนเกินไป

    🔸 อ่อนเพลียมาก

    🔸 บวมน้ำชนิดรุนแรง

    อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์แผนจีนก่อนทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย

    อ้างอิง

    ตำราฝังเข็ม-ลนยา เล่ม1

    https://health.udn.com/health/story/6035/3314425

    พจ.อารยา อัศววงศ์อารยะ

  • นาฬิกาชีวิต ฉบับแพทย์แผนจีน

    นาฬิกาชีวิต ฉบับแพทย์แผนจีน

    นาฬิกาชีวิต (Biological clock) คือ การที่พลังชีวิตหรือลมปราณ (ชี่) เคลื่อนที่ผ่านอวัยวะทั้ง 12 ในทุก ๆ 2 ชั่วโมงเพื่อกระตุ้นการทำงานให้อวัยวะเหล่านั้นเกิดการทำงานที่สอดคล้องกัน เมื่อลมปราณเคลื่อนที่ผ่านครบทั้ง 12 อวัยวะก็จะเป็นเวลา 24 ชั่วโมงพอดี 

    ระบบนาฬิกาที่มนุษย์ทุกคนมีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดนั้นมีอวัยวะภายในเป็นเสมือนฟันเฟืองที่คอยกำหนดกลไกการทำงานต่าง ๆ ให้ทำงานเป็นระบบ ซึ่งการที่เราใช้ชีวิตที่ผิดไปจากนาฬิกาชีวิตที่ร่างกายสร้างขึ้นมานั้นเปรียบเสมือนการทำให้ระบบของร่างกายรวนนั่นเอง ซึ่งแพทย์แผนจีนเชื่อว่าจะนำไปสู่อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ที่ตามมา

  • คนกลัวเข็มเบาใจ ฝังเข็มไม่เจ็บอย่างที่คิด

    คนกลัวเข็มเบาใจ ฝังเข็มไม่เจ็บอย่างที่คิด

    เข็มที่ใช้ในการฝังเข็มโดยทั่วไปมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 0.25 mm มีความยาวที่แตกต่างกันออกไปขึ้นกับบริเวณที่ใช้ ขนาดตัวของคนไข้ เป็นต้น ส่วนเข็มที่ใช้บริเวณใบหน้ามีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 0.12 mm ตัวเข็มทำมาจากสแตนเลสเคลือบด้วยสารหล่อลื่น ปลายแหลมคมเพื่อให้ง่ายต่อการฝังและลดความเจ็บของผู้ถูกฝัง คนไข้จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความเจ็บ ส่วนบรรจุภัณฑ์เป็นบรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อ เข็มใช้ครั้งเดียวทิ้งไม่นำกลับมาใช้ซ้ำ

    คนไข้เพียงทำใจให้สบายแล้วมาปรึกษาหมอที่คลินิกได้เลย

    การทำหัตถการฝังเข็มจะมีความรู้สึกอยู่ 2 ลักษณะ

    🔹 เมื่อเข็มผ่านชั้นผิวหนัง จะมีความรู้สึกเจ็บเล็กน้อย จิ๊ด ๆ เหมือนมดกัด เนื่องจากเข็มที่ใช้มีขนาดเล็กและบริเวณผิวหนังมีประสาทรับความรู้สึกเยอะ จึงทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บเล็กน้อย เมื่อเข็มผ่านผิวหนังลงมาความเจ็บก็จะหายไป

    🔹 เมื่อเข็มถึงตำแหน่งจุดฝังเข็ม จะมีความรู้สึกตึง ๆ ตื้อ ๆ หนัก หน่วง หรือชา ซึ่งแต่ละคนแต่ละจุดอาจรู้สึกแตกต่างกันออกไป อาการดังกล่าวทางแพทย์แผนจีนเรียกว่า “เต๋อชี่” 

    การปฏิบัติตัวก่อนมาฝังเข็ม

    🔸 ทำใจให้สบาย ไม่วิตกกังวล

    🔸 รับประทานอาหารปริมาณพอเหมาะก่อนมาทำการรักษา 1-2 ชั่วโมง (ไม่ควรท้องว่างหรืออิ่มจนเกินไป)🍽

    🔸 นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

    🔸 อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายก่อนมาทำการรักษา เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ

    🔸 สวมใส่เสื้อผ้าที่ถอดง่ายไม่รัดรูปจนเกินไป เพื่อสะดวกต่อการเปลี่ยนชุดที่คลินิก

    แพทย์จีน ชมชนก ศุภศจี (พจ.1135)

  • คัมภีร์รักษาสิว ดูแลถูกวิธีผิวดีพลิกชีวิต

    คัมภีร์รักษาสิว ดูแลถูกวิธีผิวดีพลิกชีวิต

    สิว มักพบมากที่บริเวณใบหน้า หน้าผาก แก้มทั้ง 2 ข้าง คาง หน้าอก แผ่นหลัง เป็นต้น มักพบได้ตั้งแต่วัยรุ่น มักหายไปในช่วง 20-25 ปี และอาจเป็น ๆ หาย ๆ จนถึงอายุ 40 ปีในบางราย

    สิวในทางการแพทย์แผนจีน เกิดจาก ลมร้อนสะสมที่บริเวณเส้นลมปราณปอด หรือการรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดและมันมากจนเกินไป ทำให้ม้ามและกระเพาะอาหารสะสมความร้อนชื้นเอาไว้ เกิดเป็นเสมหะชื้นขึ้น ลำไส้ใหญ่เกิดความร้อนอุดกลั้น เกิดท้องผูก และภาวะเลือดร้อน จึงทำให้เกิดสิว

    หลักวิธีการรักษาสิวในทางแพทย์แผนจีน

    การระบายความร้อน สลายความชื้นที่คั่งค้างโดยการฝังเข็ม รับประทานยาจีน พอกยา เป็นต้น

    ข้อควรทำและไม่ควรทำเพื่อรักษาหรือป้องกันการเกิดสิว 

    5 สิ่งที่ควรทำ

    1.การทำความสะอาดผิวหน้า : โดยการใช้น้ำอุ่นล้างหน้า ไม่ใช้เครื่องสำอางค์ที่มีความมันมากจนเกินไป

    2.รับประทานอาหารให้สมดุล : รับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้นเพื่อให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น 

    3.การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

    4.พักผ่อนสงบจิตใจไม่คิดมากหรือกังวลจนเกินไป

    5.รับประทานสาหร่ายทะเล : เพราะในสาหร่ายทะเลมีซิงค์ (Zn) ที่มีส่วนช่วยในเรื่องของการต้านการอักเสบ ถ้ารับประทานในปริมาณที่พอเหมาะก็จะช่วยป้องกันการเกิดสิวได้

    5 สิ่งที่ไม่ควรทำ

    1.ไม่ควรรับประทานรสเผ็ดจัด

    2.ไม่ควรรับประทานอาหารที่มันมาก

    3.ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีกลิ่นคาว

    4.ไม่ควรรับประทานอาหารเสริมมากจนเกินไป : เนื่องจากอาหารเสริมบางชนิดมีฤทธิ์ร้อน เมื่อทานแล้วอาจเพิ่มความร้อนภายในทำให้เกิดสิวขึ้นได้

    5.ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง

    อ้างอิง -https://www.haodf.com/zhuanjiaguandian/xiele27_172003.htm

    https://www.zhzyw.com/zyts/zyzj/lc/187514191J8GB8JCB821B7I.html

    พจ.อารยา อัศววงศ์อารยะ

  • ชาวออฟฟิศ ฝังเข็มพิชิตซินโดรม  (Office Syndrome)

    ชาวออฟฟิศ ฝังเข็มพิชิตซินโดรม  (Office Syndrome)

    เป็นกลุ่มอาการปวดที่เจอได้เยอะในกลุ่มคนที่ทำงานออฟฟิศ เนื่องจากลักษณะการทำงานที่ต้องนั่งค้างท่าเดิมเป็นระยะเวลานาน เช่น นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหดเกร็งและเกิดปมกล้ามเนื้อทำให้เกิดอาการปวด

    ลักษณะอาการ : มีอาการปวดตึงคอบ่าไหล่ ปวดร้าวไปที่ศรีษะ หรือปวดบริเวณข้อศอก อาจจะมีอาการชาฝ่ามือหรือนิ้วล็อกร่วมด้วย หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรังได้ 

    5 อาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อย

    ✅ ปวดศีรษะ

    ✅ ปวดตึงบริเวณ คอ บ่า ไหล่

    ✅ ปวดหลัง

    ✅ ปวดตึงที่ขา

    ✅ ยกแขนไม่ขึ้น

    การรักษาออฟฟิศซินโดรมสามารถรักษาได้หลายวิธี ดังนี้ :

    🔹 การให้ยา เช่น ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ

    🔹 ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น เปลี่ยนท่านั่งทำงานให้เหมาะสม หรือ การออกกำลังกาย

    🔹 การกายภาพบำบัด

    🔹 การฝังเข็ม

    โดยการฝังเข็มรักษาโรคออฟฟิศซินโดรม เป็นวิธีการรักษาที่ได้รับความนิยม เนื่องจากเป็นการรักษาที่บรรเทาอาการปวดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    แพทย์จะใช้เข็มเฉพาะสำหรับการฝังเข็ม ฝังลงไปตามจุดลมปราณตามทฤษฎีของแพทย์แผนจีน และฝังตรงบริเวณ “Triggle Point (จุดกดเจ็บ)” เพื่อทำให้จุดนั้นเกิดการ  “Local Twist Response” คือการที่กล้ามเนื้อเกิดการกระตุกและคลายออกส่งผลให้อาการปวดตึงกล้ามเนื้อบริเวณนั้นๆบรรเทาลง

    การฝังเข็ม จะใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที ทั้งนี้อาจมีการรักษาโดยการครอบแก้วร่วมด้วย เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    พจ.มินตรา ไชยศรี

    ใบอนุญาตที่ พจ.1224

  • อาหาร 5 สี คุณประโยชน์ครบ ระบบร่างกายสมดุล

    อาหาร 5 สี คุณประโยชน์ครบ ระบบร่างกายสมดุล

    ในทางการแพทย์แผนจีน ทฤษฎีปัญจธาตุมีความเกี่ยวของกับอวัยวะในร่างกายอย่างเป็นระบบ มีการสร้าง การข่มกัน เพื่อให้เกิดความสมดุล ประกอบด้วย ตับ หัวใจ ม้าม ปอด ไต ที่สังกัดอยู่ในแต่ละธาตุ และในแต่ละธาตุก็จะมีสีประจำธาตุ

    ดังนั้น สีจึงมีความเกี่ยวข้องกับแต่ละอวัยวะด้วยเช่นกัน เราสามารถบำรุงร่างกายด้วยสีของอาหาร ดังนี้

    🔸 สีเขียว(บำรุงตับ)

    – ผักใบเขียว แตงกวา ถั่วเขียว ผลไม้ที่มีสีเขียว เป็นต้น

    🔸 สีแดง(บำรุงหัวใจ)

    – ถั่วแดง มะเขือเทศ พริก พุทราจีน สตอเบอรี่ เป็นต้น

    🔸 สีเหลือง(บำรุงม้าม)

    – ขิง ข้าวโพด ถั่วเหลือง กล้วยหอม เลมอน เป็นต้น

    🔸 สีขาว(บำรุงปอด)

    – ข้าวสวย งาขาว เห็ดหูหนูขาว เต้าหู้ สาลี่ เป็นต้น

    🔸 สีดำ(บำรุงไต)

    – งาดำ เห็ดหูหนูดำ ข้าวไรซ์เบอรี่ สาหร่าย ไก่ดำ เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม ไม่ควรรับประทานอย่างใดอย่างหนึ่งมากจนเกินไป ควรรับประทานอาหารให้ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ และออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

    อ้างอิง http://www.chinamil.com.cn/zghjy/2014-04/24/content_5879276_2.htm

    พจ.อารยา อัศววงศ์อารยะ

  • How to เอาตัวรอดจากโรคภูมิแพ้ด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน

    How to เอาตัวรอดจากโรคภูมิแพ้ด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน

    โรคภูมิแพ้ในทางการแพทย์แผนจีน มีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของปอดม้ามและไต อาการของโรคภูมิแพ้มักจะแสดงอาการที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล นอกจากนี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม การรับประทานอาหาร สภาพแวดล้อมการทำงาน ที่อยู่อาศัย เช่น

    🔸 อาการทางระบบทางเดินหายใจ : คัดจมูก จาม น้ำมูกไหล หอบ

    🔸 อาการทางผิวหนัง : ผื่นลมพิษ ผื่นแดง คัน

    การรักษาโรคภูมิแพ้ จึงเน้นไปที่การบำรุงปอดม้ามและไตเป็นหลัก โดย

    👉🏻  บำรุงชี่ของปอด เมื่อปอดแข็งแรงก็จะสามารถกระจายชี่ภายในร่างกายได้ดี และปกป้องร่างกายจากเสียชี่ภายนอกที่จะเข้ามากระทบได้ด้วย

    👉🏻  บำรุงชี่ของม้ามให้แข็งแรง เมื่อม้ามแข็งแรง ระบบย่อยอาหารก็จะแข็งแรงขึ้นด้วย ส่งผลให้ลดการเกิดเสมหะ ความขื้นในร่างกาย

    👉🏻  บำรุงชี่ของไต ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น

    ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ควรดูแลสุขภาพ ดังนี้

    🔹 การออกกำลังกาย ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย

    🔹 การใช้ชีวิตประจำวัน ควรดูแลสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย เช่น ทำความสะอาดที่อยู่ เปลี่ยนผ้าปูที่นอนบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์เพื่อหลีกเลี่ยงอาการแพ้

    🔹 รับประทานยาเพื่อบำรุงปอดม้ามไต ในทางแพทย์แผนจีน จะมีตัวยาอยู่หลายชนิดที่สามารถบำรุงปอดม้ามไตให้แข็งแรงมากขึ้น เพื่อป้องกันอาการภูมิแพ้ (ควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์แผนจีนก่อนเลือกรับประทานยาจีน)

    🔹 การดูแลสุขภาพจิตใจ นอกจากการดูแลสุขภาพกายแล้วนั้น การดูแลสุขภาพจิตใจก็เป็นสิ่งสำคัญของผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ เนื่องจากผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้มักจะมีอาการหงุดหงิดง่าย ซึ่งส่งผลให้อาการแย่ลง ดังนั้นควรฝึกจิตใจให้แจ่มใส สดชื่น ลดความเครียด เป็นต้น

    พจ.อารยา อัศววงศ์อารยะ (พจ.1461)

  • ผู้หญิงกับประจำเดือนในทางการแพทย์แผนจีน

    ผู้หญิงกับประจำเดือนในทางการแพทย์แผนจีน

    รู้ยัง… สีประจำเดือนบอกโรคได้ โดยปกติแล้วประจำเดือนของผู้หญิงจะมาเดือนละ1ครั้ง รอบเดือนจะอยู่ที่ 24-35 วัน แต่ละรอบจะมา 3-7 วัน โดยประมาณ

    ซึ่งเลือดประจำเดือนเกิดจากการหลุดลอกของผนังมดลูกออกมาเป็นเลือดประจำเดือน ซึ่งสีของประจำเดือนปกติจะมีสีแดงเข้ม ไม่ซีด ไม่มีกลิ่น ไม่มีลิ่มหรือก้อนเลือด

    ในช่วงเริ่มแรกของการมีประจำเดือน อาจจะมีปริมาณค่อนข้างน้อยและซีดได้บ้าง ในช่วงกลางจะค่อยๆเข้มขึ้นไปจนถึงสีแดงคล้ำได้ จนในระยะท้ายของการมีประจำเดือน สีของประจำเดือนก็จะค่อย ๆ จางลงจนประจำเดือนหมดรอบ

    สีของประจำเดือนแบบไหนที่บ่งบอกว่ากำลังเกิดโรค?

    ❤️ สีแดงเข้ม (大红色) – สีปกติของประจำเดือน

    ❤️ สีแดงอมชมพู (粉红色) – ร่วมกับมีปริมาณน้อย อาจอยู่ในระยะแรกของการตั้งครรภ์

    ❤️ สีแดงส้ม (橘红色)- พบได้ค่อนข้างน้อย แต่หากพบว่ามีสีแดงส้ม รวมกับมีกลิ่นผิดปกติ อาจมีการติดเชื้อที่บริเวณช่องคลอด

    ❤️ สีแดงคล้ำ (暗红色) – ร่วมกับมีลิ่มเลือด ปวดท้อง อาจหมายถึงภายในมีภาวะเย็นและมีเลือดคั่ง

    ❤️ สีน้ำตาล (褐红色) – ร่วมกับปริมาณน้อยมากในระยะ3วันแรก อาจหมายถึงภายในร่างกายเกิดภาวะไม่สมดุลของฮอร์โมน

    นอกจากนี้ เราควรสังเกตดูรอบเดือนอย่างสม่ำเสมอ ทั้งระยะเวลา สี กลิ่น หรือความผิดปกติอื่นๆควบคู่ด้วย หากพบความผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์ และควรตรวจภายในเป็นประจำทุกปีเพื่อลดความเสี่ยงของโรคทางนรีเวชอีกด้วย

  • เปิดตำราแพทย์แผนจีน เส้นลมปราณมีจริงไหม ฝังเข็มจุดไหนดี?

    เปิดตำราแพทย์แผนจีน เส้นลมปราณมีจริงไหม ฝังเข็มจุดไหนดี?

    เคยสงสัยกันหรือไม่คะ ว่าเวลาเราไปฝังเข็ม แพทย์ที่ทำการฝังเข็มใช้หลักการอะไรในการเลือกจุดฝังเข็ม วันนี้เรามีคำตอบมาให้ทุกคนได้ทราบกันค่ะ

    หนึ่งในทฤษฎีพื้นฐานที่สำคัญของการฝังเข็ม คือ ทฤษฎี “ระบบเส้นลมปราณ (Meridian System)”

    ความหมายของเส้นลมปราณและระบบเส้นลมปราณ 

    เส้นลมปราณ หรือ จิงลั่ว 经络 (Meridians and Collacterals) เป็นเส้นทางไหลเวียนของเลือดและชี่ เพื่อไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย

    ระบบเส้นลมปราณ หรือ ระบบจิงลั่ว 经络系统 (Meridian System) เป็นเครือข่ายของเส้นลมปราณ มีหน้าที่ลำเลียง และควบคุมกำกับการไหลเวียนของเลือดและชี่ในเส้นลมปราณให้เป็นระบบ เพื่อหล่อเลี้ยงทุกพื้นที่ของร่างกาย รวมถึงเชื่อมโยงอวัยวะต่างๆให้ทำงานสอดคล้องและสมดุลกัน

    ระบบเส้นลมปราณ ประกอบด้วย

    เส้นลมปราณขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า “เส้นลมปราณต้น หรือ จิง (经)” จะมีจุดเริ่มต้นจากอวัยวะ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่ละเส้นจะมีวิถีการไหลเวียนและจุดสิ้นสุดเฉพาะของตนเอง วิถีเส้นลมปราณมักอยู่ลึกใต้ผิวหนังหรือในชั้นกล้ามเนื้อ ทอดไปตามแนวยาวของแขนขาและลำตัว และผ่านไปตามอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย

    ส่วนเส้นลมปราณขนาดเล็กกว่า เรียกว่า “เส้นลมปราณย่อย หรือ ลั่ว (络)”เป็นเส้นลมปราณที่แยกหรือแตกแขนงออกมาจากเส้นลมปราณต้น ไปยังผิวหนังและส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่อยู่ในแนววิถีการไหลเวียนของเส้นลมปราณต้นของตน เพื่อเสริมการทำงานของเส้นลมปราณต้นให้กว้างขวางและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

    โดยทั้งเส้นลมปราณต้นและเส้นลมปราณย่อย จะแตกแขนงเชื่อมโยงกันคล้ายร่างแห ครอบคลุมทุกส่วนของร่างกาย

    หน้าที่ของเส้นลมปราณ 

    🧡 เป็นระบบทางไหลเวียนของเลือดและชี่ เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย

    🧡 ควบคุมและปรับสมดุลการไหลเวียนของเลือดและชี่ในร่างกาย

    🧡 เชื่อมโยงอวัยวะและเนื้อเยื่อทุกส่วนของร่างกาย ให้ทำงานสอดคล้องสัมพันธ์กัน

    🧡 เป็นระบบติดต่อระหว่างร่างกายกับสิ่งแวดล้อม 

    🧡 ปรับการทำงานของร่างกายให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม รวมถึงปกป้องร่างกายจากเหตุแห่งโรคภายนอก

    🧡 เป็นช่องทางในการรักษาอวัยวะต่างๆภายในร่างกาย