ผู้เขียน: sorrachatr

  • ใครไม่ช้ำ รองช้ำ เคยไหมมีอาการเจ็บจี๊ดที่ส้นเท้า

    ใครไม่ช้ำ รองช้ำ เคยไหมมีอาการเจ็บจี๊ดที่ส้นเท้า

    รองช้ำ หรือ โรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ

    อาการเจ็บที่บริเวณส้นเท้า อุ้งเท้าด้านใน หรือลามไปทั่วฝ่าเท้า
    เริ่มแรกอาจมีอาการเจ็บจี๊ด ๆ และอาการเจ็บปวดจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อยจนถึงปวดรุนแรงได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเมื่อลงน้ำหนักที่ส้นเท้า และชัดเจนสุดในก้าวแรกของการลงน้ำหนัก เช่น ก้าวแรกตอนลงจากเตียง อาการเจ็บอาจดีขึ้นได้ระหว่างวันและเป็นหนักอีกครั้งตอนช่วงเย็นหลังจากผ่านการใช้งานมาพอสมควร

    ผู้เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยง

    🔹 ผู้ที่มีอายุ 40ปี ขึ้นไป เนื่องจากฝ่าเท้ามีความยืดหยุ่นน้อยลง

    🔹 ผู้ที่ต้องยืน เดิน หรือวิ่งเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้พังผืดใต้ฝ่าเท้าตึง

    🔹 ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเยอะ ทำให้พังผืดฝ่าเท้า ส้นเท้าต้องแบกรับน้ำหนักเยอะตามไปด้วย

    🔹 ผู้ที่ความผิดปกติทางโครงสร้างของเท้า เช่น ผู้ที่มีอุ้งเท้าแบนหรือโก่งมากเกินไป

    บางคนอาจมีกระดูกงอกที่ส้นเท้า เหล่านี้อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวด และสามารถเป็นได้ในคนที่มีอายุน้อยด้วย

    🔹 ผู้ที่สวมใส่รองเท้าไม่เหมาะสม (ไม่ควรใส่รองเท้าที่แข็งหรือบางจนเกินไป รองเท้าควรมีส่วนรับน้ำหนักบริเวณอุ้งเท้าด้วย) เป็นต้น

    การฝังเข็มช่วยลดอาการปวดจากรองช้ำ

    ช่วยคลายความตึงของฝ่าเท้าและคลายกล้ามเนื้อน่อง

    ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการปวดบริเวณส้นเท้าและฝ่าเท้าได้ อย่างไรก็ตามรองช้ำเป็นอาการที่สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ผู้ป่วยควรปรับพฤติกรรมเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ปรับเปลี่ยนรองเท้าให้เหมาะสม ฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อน่องและฝ่าเท้าเป็นประจำเพื่อที่จะไม่ให้อาการปวดกลับมา อย่าลืมไปฝึกทำกันนะคะ 🙂

    แพทย์จีน ชมชนก ศุภศจี (พจ.1135)

  • นวดกดจุด หยุดอาการปวดหัวได้ด้วยตัวเอง!?

    นวดกดจุด หยุดอาการปวดหัวได้ด้วยตัวเอง!?

    ดูแลสุขภาพง่าย ๆ ด้วยการกดจุด

    การกดจุดนั้นเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาในทางการแพทย์แผนจีน สามารถใช้แทนการฝังเข็มได้ในบางครั้ง โดยใช้นิ้วโป้ง หรือ นิ้วชี้วางบนนิ้วกลาง แล้วกดไปยังจุดฝังเข็มต่างๆที่ต้องการจะกด

    จุดที่ใช้บ่อยและถือว่าเป็นจุดสำคัญในการบำรุงร่างกายและรักษาโรคต่างๆก็คือ

    เหอกู่(合谷) เน่ยกวน(内关) และ จู๋ซานหลี่(足三里) ซึ่งมีคำกล่าวที่ว่า “合谷内关足三里 日按一遍健全身”

    แปลว่า “เหอกู่ เน่ยกวน จู๋ซานหลี่ กดจุดวันละ1ครั้งบำรุงทั้งร่างกาย”

    โดยแต่ละจุดมีตำแหน่ง วิธีกดและสรรพคุณต่างๆ ดังนี้

    เหอกู่ (合谷)

    🔹 ตำแหน่ง จุดนี้จะอยู่ที่หลังมือบริเวณสิ้นสุดรอยพับระหว่างนิ้วชี้และนิ้วโป้ง ให้กางมือออกแล้วใช้นิ้วโป้งอีกข้างวางทับลงไปที่บริเวณง่ามนิ้วชี้และนิ้วโป้ง ลึกประมาณ1นิ้ว

    🔹 วิธีกด กดนวดประมาณ 50 ครั้ง (ผู้ชายทำข้างซ้ายก่อน ผู้หญิงทำข้างขวาก่อน)

    🔹 สรรพคุณ บรรเทาอาการปวดต่างๆ ไข้หวัด หูอื้อ เวียนหัว เป็นต้น

    เน่ยกวน (内关)

    🔹 ตำแหน่ง อยู่บริเวณข้อมือด้านใน(หงายมือ)ห่างจากข้อมือขึ้นมาประมาณ 2 นิ้วมือ

    🔹 วิธีกด กดนวดให้มีความรู้สึกตึง หน่วงจะได้ผลดี โดยกดวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 นาทีโดยประมาณ

    🔹 สรรพคุณ ขยายทรวงอก ปรับการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ ระงับอาเจียนได้ดีมาก

    จู๋ซานหลี่ (足三里)

    🔹 ตำแหน่ง อยู่ที่ใต้เข่าบริเวณขอบนอกของกระดูกหน้าแข้ง1นิ้วมือ ใต้เข่าลงมาประมาณ 4 นิ้วมือ

    🔹 วิธีกด กดนวดวันละ1รอบ เวลาประมาณ5-10นาที ใน1นาทีกดให้ได้ 15-20ครั้ง โดยแต่ละครั้งที่กดต้องให้มีความรู้สึกตึง หน่วง หรือร้อนในบริเวณจุดนี้

    หรือ อาจใช้การรมยาร่วมด้วย โดยให้ทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 15-20 นาที ระหว่างที่รมยาให้ขยับแท่งรมยาขึ้นลงบริเวณจุดนี้ ระมัดระวังไม่ให้ผิวหนังไหม้

    🔹 สรรพคุณ เพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย บำรุงม้าม กระเพาะ ขับพิษของเสียต่างๆ สามารถเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว ฮีโมโกลบิน และฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อได้อีกด้วย

    การกดจุดเป็นเพียงอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยในการบำรุงสุขภาพเท่านั้น เราจะต้องดูแลสุขภาพด้านอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่หักโหมหรือเครียดมากจนเกินไป จึงจะทำให้ร่างกายมีสุขภาพทั้งกายและใจที่สมบูรณ์

    อ้างอิง https://sns.91ddcc.com/t/26038

    พจ.อารยา อัศววงศ์อารยะ

  • เคล็ดลับคุมน้ำหนักสุดเวิร์ค การแปะเมล็ดผักกาดร่วมกับการฝังเข็ม

    เคล็ดลับคุมน้ำหนักสุดเวิร์ค การแปะเมล็ดผักกาดร่วมกับการฝังเข็ม

    ความอ้วนตามแนวคิดแบบแพทย์แผนจีน เกิดจากอะไร ?

    สาเหตุหลักในการเกิดความอ้วนตามมุมมองของแพทย์แผนจีนคือ ชี่และหยางอวัยวะภายในบกพร่อง และ การมีความชื้นสะสมในร่างกาย ดังนี้ 

    👉🏻 ชี่ของม้ามพร่อง ส่งผลให้การลำเลียงของม้ามไม่มีกำลัง ทำให้สารอาหารไม่ถูกลำเลียงไปทั่วร่างกาย สารอาหารเลยแปรสภาพเป็นไขมัน น้ำและความชื้นตกค้างในร่างกาย จึงเกิดเป็นความอ้วน

    👉🏻 หยางของไตพร่อง ทำให้ไม่มีแรงขับเคลื่อนการไหลเวียนเลือด ส่งผลให้สารน้ำไม่ถูกผลักดันให้ขึ้นสู่ร่างกายด้านบน ความชื้นเลยหยุดนิ่งตกค้าง จึงเกิดเป็นความอ้วน

    👉🏻 กระเพาะอาหารและม้ามอ่อนแอ ทำให้ชี่ติดขัด เลือดคั่ง เกิดความร้อนในร่างกาย ส่งผลให้มีการสะสมของเสมหะความชื้น จึงเกิดเป็นความอ้วน

    “การฝังเข็มคุมน้ำหนัก” ร่วมกับการ “ติดเมล็ดผักกาดที่หู “ เป็นวิธีลดความอ้วนอีกวิธีหนึ่ง ที่วิจัยมาแล้วว่าให้ผลในการรักษาที่มีประสิทธิภาพ 

    โดยนำอุปกรณ์การรักษาที่เรียกว่า “เมล็ดผักกาด“ ติดตามส่วนต่าง ๆ ของใบหู

    เนื่องจากในทางแพทย์แผนจีนเชื่อว่าหูมีจุดสะท้อนของอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งจุดที่แพทย์จะเลือกใช้ในการแปะคือ จุดหิว จุดกระเพาะอาหาร จุดลำไส้ใหญ่ จุดลำไส้เล็ก จุดสมอง เป็นต้น

    โดยการใช้เมล็ดผักกาดกดไปที่จุดดังกล่าวเป็นการส่งสารสื่อประสาทไปยังสมอง ทำให้สมองสั่งการไปยังอวัยวะนั้น ๆ จึงช่วยควบคุมความหิว กระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก ระบบเผาผลาญ และยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่ายได้อีกด้วย

    ซึ่งจะกดนวดคลึงก่อนและหลังกินอาหารประมาณ 10 นาที หรือจนหูเริ่มร้อนและแดง

    วิธีแปะ 

    เช็ดแอลกอฮอล์ 75% ที่หูเพื่อให้ทำความสะอาดใบหู จากนั้นปล่อยให้แห้ง แล้วจึงนำเมล็ดผักกาดแปะลงไปตามจุดต่าง ๆ บนใบหูตามทฤษฎีของแพทย์แผนจีน ซึ่งแผ่นที่แปะหูอยู่แนะนำให้เปลี่ยนทุก  3-4 วันหรือหากมีอาการคันหรือแพ้ ให้แกะออกทันที

    การปรับสมดุลชี่และหยางด้วยการฝังเข็มคุมน้ำหนัก

    🔹 ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายดีขึ้น เนื่องจากไปกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้

    🔹 ช่วยปรับการทำงานของระบบเมตาบอลิซึมภายในร่างกาย ซึ่งมีหน้าที่ในการเผาผลาญพลังงานจึงช่วยสลายไขมันที่สะสมอยู่ตามร่างกายได้

    🔹  ช่วยปรับฮอร์โมนและระบบประสาทอัตโนมัติ เพื่อควบคุมสมดุลการลดลงของน้ำตาลและไขมัน โดยมีผลพวงในด้านดีของการควบคุมโรคต่างๆที่จะเกิดขึ้นมาภายหลัง หากมีภาวะอ้วนได้อีกด้วย เช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคหัวใจขาดเลือด โรคความดันสูง เป็นต้น

    🔹  ขับไขมันส่วนเกิน ออกมาในรูปแบบเหงื่อและของเสีย โดยสัดส่วนร่างกายจะลดลงอย่างธรรมชาติ ทำให้ผิวหนังไม่แห้งเหี่ยว ไม่หย่อนคล้อย

    🔹 กระตุ้นการทำงานของต่อมหมวกไตให้ดีขึ้น ส่งผลต่อการทำงานของฮอร์โมนคอร์ติซอล(Cortisol)ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำหรับช่วยสลายไขมันเพื่อเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเลือดได้ดียิ่งขึ้น

    🔹 ปรับสมดุลการทำงานของตับอ่อนไม่ให้หลั่ง ฮอร์โมนอินซูลิน(Insulin) มากเกินไป เนื่องจากเป็นฮอร์โมนที่ช่วยแปรสภาพน้ำตาลในเลือดให้มาสะสมเป็นไขมัน

    🔹 กระตุ้นการทำงานของตับและไต เพื่อทำหน้าที่จำกัดของเสียของร่างกายได้ดียิ่งขึ้น

    🔹 ปรับสมดุลการทำงานของต่อมไทรอยด์(Thyroid) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมระบบการเผาผลาญของร่างกาย

    🔹  ลดความเครียด จิตใจร่าเริงสดชื่น ไม่อ่อนเพลีย กระปรี้กระเปร่า เนื่องจาก กระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin)

    นอกจากจะสามารถช่วยเรื่องคุมน้ำหนักได้แล้ว ยังสามารถช่วยรักษาอาการปวด และ อาการนอนไม่หลับได้อีกด้วย ควรรักษาต่อเนื่องเพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน

  • กัวซา ผ่อนคลาย บำบัดร่างกายด้วยหินหยก

    กัวซา ผ่อนคลาย บำบัดร่างกายด้วยหินหยก

    วิธีคลายความเหนื่อยล้า
    ยามบ่ายหรือหลังเลิกงาน

    กัวซาหน้าเด็ก
    ผิวสวยใสด้วยกัวซา เพียง 699 บาท

    พิเศษ สำหรับลูกค้าใหม่ทุกท่าน

    กัวซาหน้าช่วยอะไร?

    ลดริ้วรอยบนใบหน้า
    ลดการเกิดสิว
    ลดการเกิดฝ้า กระ
    ยกกระชับใบหน้า
    กระตุ้นคอลลาเจน
    ขจัดสารพิษ ไล่น้ำเหลือง
    ปรับสมดุลผิวให้กระจ่างใส เนียนนุ่ม

    ครั้งแรกเพียง 699 บาท

    (ปกติราคา 1,500 บาท)
    กัวซาหน้าเด็ก 5 ขั้นตอน
    ทรีตเมนท์หน้าเด้งด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน
    มีมานานกว่า 2,000+ ปี

    กัวซาใบหน้าด้วยหินหยก
    โปรแกรมนี้ 45 นาที
    1. ทำความสะอาดใบหน้าด้วย Milky Cleansing
    2. พ่นไอน้ำเปิดรูขุมขน
    3. นวดกดจุดด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน
    4. กัวซาใบหน้าและลำคอด้วยหินหยกธรรมชาติ
    5. ทาครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของกันแดด

    ครบจบ 5 ขั้นตอน
    สนใจโปรนี้ เพิ่มเพื่อนไลน์ แล้วพิมพ์ “กัวซา 699”
    ด้านล่างนี้ได้เลย

    สนใจกัวซาหน้ากับแพทย์แผนจีน กดปุ่มแอดไลน์ด้านล่าง
    30 ท่านต่อเดือนเท่านั้น

    รีวิวจริง กัวซาหน้า โคราช

    ดีจริงไม่จกตาแบบนี้
    หากสนใจ กัวซาหน้ายกกระชับ
    กดเพิ่มเพื่อนไลน์ ด้านล่าง

    30 ท่านต่อเดือน รีบเลย!

  • ขาชา อ่อนแรง สัญญาณโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวทับเส้นประสาท (Herniated Nucleus Pulposus)

    ขาชา อ่อนแรง สัญญาณโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวทับเส้นประสาท (Herniated Nucleus Pulposus)

    เกิดจากภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อมและเกิดการฉีกขาด จึงทำให้ส่วนของไส้หมอนรองกระดูกเคลื่อนถอยหลังมากดทับเส้นประสาทไขสันหลัง ทำให้เส้นประสาทเกิดการอักเสบ ส่งผลให้มีอาการปวดหลัง ปวดสะโพก ร้าวลงขาหรือเท้า ซึ่งอาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย 

    อาการของโรคที่พบบ่อย

    🔹ปวดหลังบริเวณเอว สะโพก หรือก้นกบ

    🔹ปวดร้าวลงไปถึงขา น่อง หรือเท้า โดยสามารถร้าวลงขาข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง มักมีอาการมากขึ้นเวลาไอหรือจาม

    🔹มีอาการชาปลายเท้า ส่วนมากมักพบบริเวณง่ามนิ้วโป้งและนิ้วชี้ของเท้า

    🔹เดินระยะทางไกลไม่ได้ มักมีอาการปวดหรือเป็นตะคริวร่วมด้วยจนต้องหยุดพัก

    🔹 ถ้าอาการรุนแรง อาจมีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง กระดกข้อเท้าไม่ได้

    🔹 หากอาการมากขึ้น อาจมีปัญหาเรื่องการขับถ่าย

    สาเหตุและพฤติกรรมเสี่ยง

    👉🏻  ได้รับแรงกระทำสั่งสมมาเป็นระยะเวลานาน เช่น การนอนหรือนั่งในท่าที่ไม่ถูกต้อง การบิดหลังบ่อยๆ

    👉🏻  น้ำหนักตัวที่มากเกินไป ส่งผลให้กระดูกสันหลังล่างรับน้ำหนักเยอะตลอดเวลา

    👉🏻  แบกของหนักเป็นประจำ

    👉🏻  ใช้งานร่างกายผิดท่า เช่น ก้มลงเก็บของบ่อยๆ การเอี้ยวตัวแรงๆ

    👉🏻  สูบบุหรี่เป็นประจำ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นหมอนรองกระดูกเสื่อม

    👉🏻  ขาดการออกกำลังกาย

    👉🏻 อายุที่มากขึ้นและการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

    👉🏻 อุบัติเหตุต่างๆ เช่น การกระโดด การตกจากที่สูง การโดนกระชากแรงๆ

    การรักษาทางแพทย์แผนจีน

    🔸 การฝังเข็มร่วมกับการใช้ไฟฟ้ากระตุ้น

    🔸 การครอบแก้ว

    🔸 การนวดทุยหนา

    🔸 การแปะหู

    🔸 การใช้ยาจีนร่วมกับการรักษา

    การฝังเข็มและครอบแก้ว ช่วยได้อย่างไร ?

    🔹 ลดอาการปวดและลดการอับเสบ

    🔹 กระตุ้นการฟื้นฟูของกล้ามเนื้อ

    🔹 ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

    🔹 กระตุ้นการไหลเวียนเลือด สลายเลือดคั่งค้าง

    🔹 กระตุ้นภาวะการสร้างมวลกระดูกให้สมดุล

    การป้องกัน

    ✅ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น อย่านั่งนานจนเกินไป เลี่ยงการก้มเงยบ่อย ๆ หรือเลี่ยงการยกของหนัก

    ✅ ออกกำลังกายเป็นประจำ เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง

    ✅ ฝึกยืดกล้ามเนื้อหลัง เพื่อลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ

    บทความโดย

    พจ.1224 แพทย์จีน มินตรา ไชยศรี

  • รู้ยัง 5 พฤติกรรมเสี่ยงโรคสลักเพชรจม (Piriformis syndrome)

    รู้ยัง 5 พฤติกรรมเสี่ยงโรคสลักเพชรจม (Piriformis syndrome)

    พิริฟอร์มิส (piriformis) คือชื่อของมัดกล้ามเนื้อบริเวณก้น มีหน้าที่ในการพยุงและเชื่อมระหว่างกระดูกกระเบนเน็บและกระดูกต้นขาเข้าด้วยกัน เพื่อให้ต้นขาและสะโพกสามารถเคลื่อนไหว นั่ง เดิน และยกขาได้

    อาการของโรคกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท มีตั้งแต่อาการเล็กน้อย จนถึงขั้นรุนแรงที่ไม่สามารถเดินได้ โดยจะพบมีการปวดตึงที่หลังล่าง ก้น และสะโพก โดยเฉพาะก้นบริเวณสลักเพชรเมื่อใช้มือกดจะรู้สึกเจ็บเหมือนมีเข็มทิ่ม รวมถึงมีอาการตึงหรือร้าวลงไปที่ต้นขาด้านหลัง และน่องได้อีกด้วย

    โดยความรู้สึกปวดจะมากขึ้นเมื่อต้องนั่งเป็นเวลานาน หรือทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวลำตัวส่วนล่างซ้ำ ๆ กันเป็นเวลานาน เช่น วิ่ง หรือขึ้นบันได บางครั้งเมื่อลุกยืน-นั่ง ก้าวเท้า หรือยกขาเร็วๆในบางท่า จะพบมีอาการเจ็บเหมือนไฟซ๊อตร้าวที่ก้นจนไปถึงต้นขาได้อีกด้วย

    โดยปกติ กลุ่มอาการนี้มักเกิดจากการอักเสบ การบาดเจ็บ ของกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส จากการทำกิจกรรม อาทิเช่น

    📌 การนั่งติดต่อกันเป็นเวลานาน (4ชม./วัน)

    📌 การวิ่งหรือทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวขาในท่าซ้ำๆอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน

    📌 การออกกำลังกายที่ทิ้งน้ำหนักและใช้กล้ามเนื้อบริเวณหลังและต้นขามากเกินไป เช่นยกน้ำหนัก

    📌 การยกของหนัก

    📌 อุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายส่วนล่าง เช่น ลื่นล้ม ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เป็นต้น

    การรักษาโดยแพทย์แผนจีนจะใช้วิธีการฝังเข็ม ร่วมกับครอบแก้ว โดยจะทำหัตถการ ที่บริเวณ หลังล่าง ก้น สะโพก และต้นขา 

    การรักษาจะใช้เวลาประมาณ 30-40 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง และรักษาต่อเนื่องประมาณ 6-8 ครั้ง โดยส่วนมากผู้ป่วยจะรู้สึกถึงความตึงและอาการปวดที่ลดลงตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำหัตถการ

  • รักษาอาการไหล่ติด เคลียร์ชีวิตให้คล่องตัว

    รักษาอาการไหล่ติด เคลียร์ชีวิตให้คล่องตัว

    Woman feeling exhausted and suffering from neck pain. Health-care concept

    ไหล่ติด (Frozen Shoulder) คือ ภาวะของข้อต่อบริเวณไหล่ติดขัด มีอาการเจ็บหรือปวดขณะเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวหัวไหล่ได้ลำบากหรือไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ เกิดจากการอักเสบบริเวณเนื้อเยื่อที่อยู่รอบ ๆ ข้อไหล่ ซึ่งเรียกว่า เยื่อหุ้มข้อไหล่ (Capsule) เมื่อเกิดการอักเสบและหดตัว จึงทำให้ไม่สามารถยืดหยุ่นได้เหมือนเดิม

    อาการไหล่ติด

    รู้สึกเจ็บหรือปวดบริเวณด้านนอกของหัวไหล่และต้นแขน โดยจะปวดมากในช่วงแรกและเมื่อมีการขยับแขน มีอาการข้อติด ทำให้เคลื่อนไหวหัวไหล่ได้ลำบาก

    โดยสามารถแบ่งอาการออกเป็น 3 ระยะ

    🔺ระยะที่ 1 มีอาการเจ็บหรือปวดขึ้นอย่างช้า ๆ โดยเป็นมากในเวลากลางคืนและเวลาล้มตัวนอน จากนั้นจะเริ่มปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่อยากขยับบริเวณหัวไหล่

    🔺ระยะที่ 2 อาการปวดค่อย ๆ ลดลง แต่การเคลื่อนไหวของหัวไหล่ทำได้ลำบากมากขึ้นในทุกทิศทาง มีอาการข้อยึดตามมา และกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่เสื่อมลง ส่งผลให้ใช้ชีวิตประจำวันได้ลำบากขึ้น

    🔺ระยะที่ 3 เป็นระยะฟื้นตัว อาการปวดและข้อยึดค่อยๆหายไป และกลับสู่ภาวะเป็นปกติ

    การรักษาไหล่ติดในทางการแพทย์แผนจีน

    การฝังเข็มร่วมกับการครอบแก้ว เพื่อลดการอักเสบ ลดอาการปวด คลายกล้ามเนื้อ กระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น

    การป้องกัน

    🔹 หลีกเลี่ยงหรือลดการใช้งานแขนด้านที่มีอาการ

    🔹 ประคบเย็นที่หัวไหล่ในช่วงแรกที่มีอาการอักเสบ ครั้งละ 15-20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง

    🔹 หากอาการอักเสบดีขึ้น แต่มีอาการปวดอยู่ ให้ประคบร้อน 15-20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง

    🔹 บริหารข้อไหล่ เมื่ออาการปวดทุเลาลงเพื่อป้องกันข้อติดแข็ง และเอ็นยึดข้อหดสั้น

    พจ.อารยา อัศววงศ์อารยะ (พจ.1461)

  • รู้ทันอาการปวดจากโรคข้อเข่าเสื่อม

    รู้ทันอาการปวดจากโรคข้อเข่าเสื่อม

    โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนข้อต่อเข่า (articular cartilage) ส่งผลให้เนื้อกระดูกเกิดการกระทบเสียดสีกัน จึงทำให้มีอาการปวด

    ลักษณะอาการของโรคข้อเข่าเสื่อม

    🔸 ปวดบริเวณรอบเข่าเป็นระยะเวลานาน โดยอาการปวดจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

    🔸 มีอาการปวดมากขึ้น เวลานั่งพับเพียบ ลุกนั่ง ขึ้นบันได หรือเดินนานๆ หากนั่งพักอาการปวดจะดีขึ้น

    🔸 มีการเคลื่อนไหวติดขัด หรือ ข้อฝืด (joint stiffness) มักมีอาการในช่วงเช้า หรือหลังการพักข้อเข่านานๆ

    🔸 มักพบในผู้สูงอายุ ประมาณ50ปีขึ้นไป

    🔸 เข่าบวม มีจุดกดเจ็บ

    🔸 มีเสียงกรอบแกรบบริเวณเข่า เมื่อเคลื่อนไหวเข่า

    🔸 หากอาการรุนแรงขึ้นอาจมีอาการขาโก่งหรือเข่าผิดรูปได้

    อาการปวดจากโรคข้อเข่าเสื่อมในทางแพทย์แผนจีน เกิดจากการอุดกั้นของลมปราณและเลือดลมบริเวณเข่า ซึ่งการอุดกั้นนำมาซึ่งอาการปวดในทางแพทย์แผนจีน (不通则痛)

    การฝังเข็มสามารถรักษาอาการปวดเข่าจากโรคข้อเข่าเสื่อมได้อย่างไร ?

    ✅ การฝังเข็มช่วยลดอาการปวด บวม และอักเสบ เนื่องจากไปกระตุ้นเส้นประสาทและสารเคมีในระบบประสาทส่วนกลาง

    ✅ การฝังเข็มช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและลมปราณบริเวณเข่า ทำให้การอุดกั้นของลมปราณบริเวณเข่าลดลงส่งผลให้อาการปวดบรรเทาลงได้

    ระยะเวลาการฝังเข็มต่อครั้งประมาณ 15-20 นาที ในบางรายอาจมีการครอบแก้วร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์

    แนะนำให้รักษาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งและควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

    ( * ทั้งนี้ ระยะเวลาการรักษาในคนไข้แต่ละท่านอาจไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เป็นโรค ความรุนแรงของโรค โรคประจำตัวและการดูแลตัวเองของคนไข้แต่ละท่าน *)

    พจ.มินตรา ไชยศรี (พจ.1224)

  • ผมร่วง ปัญหาน่าห่วงที่ไม่ควรละเลย

    ผมร่วง ปัญหาน่าห่วงที่ไม่ควรละเลย

    Hair loss in woman hands and bruch, on white background, women postpartum defluvium

    ผมร่วง (Hair Loss) หมายถึงผมหลุดร่วงก่อนกำหนด ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับหนังศีรษะหรือกับทุกส่วนในร่างกาย โดยปกติทุกคนจะมีผมร่วงประมาณ 100 เส้นต่อวัน หากประวัติครอบครัวมีคนผมร่วงอาจส่งผลทำให้มีโอกาสสูญเสียเส้นผมมากกว่าปกติ จนเสี่ยงทำให้หัวล้านในเพศชาย หรืออาจพบว่าผมบริเวณด้านบนศีรษะค่อย ๆ บางลงในเพศหญิง

    สาเหตุ

    👉🏻 ความเครียด

    👉🏻 การฉายรังสี

    👉🏻 ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ

    👉🏻 ภาวะโลหิตจาง

    👉🏻 เส้นผมถูกดึงรั้งแน่นเกินไป

    👉🏻 การบิดม้วนและดึงผมที่เกิดจากปัญหาทางจิตใจ

    👉🏻 ลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

    อาการ

    อาการที่พบส่วนใหญ่คือ ผมร่วงกลางศีรษะ ผมบางและค่อย ๆ หลุดร่วง รวมถึงมีอาการหลุดออกแค่การดึงเบา ๆ

    สาเหตุในทางแพทย์แผนจีน

    เลือดร้อน

    เกิดจากการชอบรับประทานอาหารเผ็ด อาหารปิ้งย่าง หรืออารมณ์อึดอัดจนกลายเป็นไฟ รบกวนรากผม ทำให้ขาดสารอาหารหล่อเลี้ยง

    การคั่งของเลือด

    มีการอุดตันเกิดจากเลือดคั่งทำให้รากผมขาดการหล่อเลี้ยง เลือดใหม่ไม่สามารถหล่อเลี้ยงเส้นผม ทำให้หลุดร่วง

    เลือดลมอ่อนแอ

    เมื่อเลือดลมพร่องไม่สามารถมาหล่อเลี้ยงรากผม ทำให้รากผมไม่แข็งแรง เส้นผมจึงร่วงง่าย

    ตับและไตเสื่อมลง

    ไตสะท้อนความสมบูรณ์ที่เส้นผม เมื่อไตพร่องอ่อนแอ จึงส่งผลทำให้ผมร่วง

    การวินิจฉัยอาการผมร่วงในทางแพทย์แผนจีน

    🔸 กลุ่มเลือดร้อนเกิดลม

    🔸 กลุ่มการคั่งของเลือดอุดตัน

    🔸 กลุ่มเลือดลมพร่อง

    🔸 กลุ่มตับและไตไม่พอเพียง

    วิธีการรักษา

    ♦️ การฝังเข็ม : เพื่อปรับสมดุลการไหลเวียนเลือดให้ดีขึ้น ช่วยกระตุ้นให้เส้นผมขึ้น ลดอาการผมมัน ลดอาการคัน

    ♦️ การรับประทานยาสมุนไพรจีน : เพื่อช่วยบำรุงการทำงานของระบบอวัยวะภายในให้แข็งแรง บำรุงการงอกใหม่ของเส้นผมให้แข็งแรง บำรุงเลือดลมปราณให้ไหลเวียนได้สะดวก

    นอกจากการรักษาทางแพทย์แผนจีนแล้ว ควรปฎิบัติตนดังนี้

    ♦️ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด

    ♦️ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

    ♦️ ลดการใช้สารเคมี ลดการใช้ความร้อนกับเส้นผม